อาเซียนสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี

Asean Tax Haven Paradise

1 (1)

หลังจากที่เงียบหายไปนานจากมหากาพย์ปานามาเปเปเปอร์ คำว่าเกาะฟอกเงินบูมในหน้าสื่ออาเซียนหลายสำนักอีกครั้ง เมื่ออินโดนีเซียจ่อจะตั้งเกาะบินตันและเกาะเรมปัง ซึ่งอยู่ห่างไปจากสิงคโปร์ราว 60 กิโลเมตรเป็นสวรรค์หลบเลี่ยงภาษีแห่งใหม่ในอาเซียน อันที่จริงเกาะเลี่ยงภาษีหรือบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) ไม่ใช่เรื่องใหม่ของอาเซียน เพราะภูมิภาคแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งปลายทางของสวรรค์เลี่ยงภาษีมานานแล้ว เกาะฟอกเงินเและบริษัทเหล่านี้เป็นดินแดนพิเศษปกครองด้วยกฎหมายของตัวเองมาพร้อมกับรัฐบาลที่ปกปิดความลับของบริษัทอย่างเต็มที่ไร้การแทรกแซงจากโลกภายนอก ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีและมหาโจรที่ต้องเล่นแร่แปรธาตุทั้งเก็บซ่อนการตรวจสอบ ทั้งฟอกเงินและหลีกเลี่ยงภาษี ไร้เจ้าของ ไร้ผู้บริหาร ไร้หุ้นผู้ถือหุ้น คนตั้งบริษัทไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเหยียบแผ่นดินเลยด้วยซ้ำ เพราะระบบธุรกรรมการเงินดิจิทัลเสกให้ได้โดยไม่ต้องขนเงินสดมาสักบาทเดียว ทุกอย่างสั่งงานข้ามโลกกันได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง จนในที่สุดมีการคาดคะเนว่าเงินสีเทาตามเกาะและบริษัทเหล่านั้นทั่วโลกรวมกันมากถึง 7ล้านล้านบาท (2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) 
 
เริ่มต้นที่สิงคโปร์ที่ถูกยกให้ติดท็อป 5 สวรรค์เลี่ยงภาษีของโลกจากอัตราภาษีที่16-18% โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีจากการขายหลักทรัพย์ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นคึกคักอย่างไม่ต้องสงสัยจนแดนลอดช่องติดอันดับประเทศร่ำรวยของโลกดด้วยรายได้เฉลี่ยปีละ 2.9ล้านบาทต่อคน ทั้งยังกลายเป็นเกทเวย์ของนักลงทุนที่มองหาสวรรค์เลี่ยงภาษีในตลาดเกิดใหม่อย่างอาเซียน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่พัฒนาธุรกรรมดิจิทัลและฟินเท็คจนดีแตะอันดับโลก 
 
ไม่ไกลกันมากนักบนเกาะลาบวนของประเทศมาเลเซียที่มีอัตราภาษีเพียง 3% ซึ่งมาพร้อมกับแหล่งขุดน้ำมันมหาศาลรอบเกาะ จนทำให้มหาเศรษฐีที่หลบเงินไว้ในสวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและลิกเตนสไตน์ เปลี่ยนใจเข้ามาลงทุนบนเกาะแห่งนี้ จากการเปิดเผยของนายโมฮัมเหม็ด ราซิฟ อธิบดีของบริษัทการเงินบนเกาะลาบวน “กว่าร้อยละ 60ของบริษัทที่หลบเลี่ยงภาษีในเอเซียเปิดสำนักงานที่เกาะแห่งนี้และ1ใน3ของทั้งหมดนั้นไหลมาจากสิงคโปร์และฮ่องกง นอกจากนี้บนเกาะแห่งนี้ยังมีไฟแนนเชี่ยลปาร์คทันสมัยเพื่อรองรับธนาคารนอกอาณาเขตหลายแห่งซึ่งเปิดเพื่อบริการกิจการกว่า 3000 บริษัทบนเกาะ อย่างไรก็ตามการตั้งบริษัทบนเกาะแห่งนี้นั้นใช้เวลาดำเนินการเพียง 2 วันก็เปิดได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นแม้แต่รายเดียว”
11
 
กลับมาที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ด้านนายลูฮัท บันไจตัน รัฐมนตรีความร่วมมือกิจการทางทะเลอินโดนีเซีย กล่าวว่าการตั้งเกาะเลี่ยงภาษีเป็นการสนับสนุนให้เงินที่อยู่ในกระบวนการนิรโทษกรรทางภาษีไม่ไหลออกนอกประเทศ ตลอดจนง่ายต่อการดึงนักลงทุนจากยุโรปเข้ามาอีกด้วย สอดคล้องกับประธานาธิบดี โจโกวิโดโด ของอินโดนีเซียที่เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้เพื่อตั้งสวรรค์เลี่ยงภาษีในอินโดนีเซียซึ่งจะเสนออัตราภาษีที่ต่ำกว่าที่อื่นในภูมิภาค พร้อมปรับลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 17% เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์
 
อย่างไรก็ตามนักลงทุนหลายคนคงนึกไม่ถึงว่าประเทศบรูไน ดารุสซาลาม เป็นอีกสวรรค์ปลอดภาษีของอาเซียนจากนโยบายของรัฐบาลที่ยกเว้นภาษีทั้งควบส่วนบุคคลและนิติบุคคล มาพร้อมกับการยกเว้นภาษีการขายหลักทรัพย์ จึงไม่ยากเลยที่จะทำให้เหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลกหอบเงินเข้าไปพักในบริษัทนอกอาณาเขตที่ตั้งขึ้นมากมาย
 
ปิดทริปกันที่ฮ่องกงเขตปกครองพิเศษที่มีชายแดนติดกับจีนผสมกับกลิ่นอารยธรรมการลงทุนของสหราชอาณาจักรที่ครอบงำพื้นที่แห่งนี้มาอย่างยาวนาน บริษัทนอกอาณาเขตปลอดภาษีเกิดขึ้นมากมายหลังฮ่องกงถูกยกให้เป็นเขตปกครองพิเศษที่มีกฏหมายและสกุลเงินเป็นของตัวเอง เอื้อให้การเนรมิตบริษัทขึ้นในเกาะฮ่องกงเป็นเรื่องง่ายดาย จากการเปิดเผยของปานามาเปเปอร์ระบุว่า บริษัทนอกอาณาเขตฮ่องกงมีมากกว่า 26,000 บริษัท ติด 1 ใน 3 คิดเป็นเกือบ 10% ของบริษัททั่วโลกที่มีทั้งหมด 3.66แสนบริษัท ซึ่งมีบางบริษัทที่เกี่ยวพันกับซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอย่างเฉินหลงและนายหลี่ เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกว่า 3ใน 4 ของบริษัทนอกอาณาเขตในฮ่องกงไหลมาจากสวรรค์เลี่ยงภาษีบนหมู่เกาะเคย์แมนและเบอร์มิวด้า
 
สุดท้ายการหลีกเลี่ยงภาษีนั้นไม่ต่างจากวายร้ายที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในอาเซียนออกห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงแล้วมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนในอาเซียนที่ใช้ชีวิตด้วยเงินต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน จากการศึกษาพบว่าประชากรอาเซียนราวร้อยละ 60 ไร้ทางเลือกในชีวิตโดยเฉพาะแรงงานและเกษตรกรที่ถูกผลักให้อยู่ข้างหลังของเคิร์ฟอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอันสวยหรูต้องติดกับดักอยู่กับความยากจน คงเป็นการซ้ำเติมกันเกินไปถ้าภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้นต้องถูกละลายหายไปอย่างลึกลับบนเกาะสวรรค์หรือบริษัทนอกอาณาเขตสักที่หนึ่งในโลก
1

ราชาเสต็มเซลล์อาเซียน

” เพราะชีวิตมีค่าเสมอ” เป็นวลีสั้นๆที่เต็มไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่ของการมีชีวิต เชื่อได้ว่ามนุษย์ทุกคนยอมจ่ายโดยไม่เกี่ยงราคาหากมันนำมาซึ่งการรักษาหรือต่อชีวิต โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวของชาวอาเซียนที่มีหัวจิตหัวใจละเอียดอ่อนกว่าชนชาติใดๆในโลก ต้องให้เครดิตวิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริงจนกลายเป็นหนึ่งในกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียนภายใต้แนวคิดธุรกิจ “ธนาคารเสต็มเซลล์

1.jpg

Cordlife เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการเก็บรักษาสเต็มเซลล์ที่อยู่ในเลือดของสายสะดือของทารกหลังคลอด เพื่อเก็บไว้นำไปใช้รักษาคนในครอบครัว โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมอย่างเช่น ธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย โรคลูคีเมียและโรคมะเร็งของเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ยังทำธุรกิจขสินค้าและบริการสาธารณะสุขสำหรับแม่และเด็กอีกด้วย อย่างไรก็ตามด้วยวิทยาการอันล้ำสมัยทางการแพทย์ที่เข้ามาทำตลาดในภูมิภาคที่่เต็มไปด้วยประเทศโลกที่สามอย่างอาเซียน ทำให้ เจเรมี่ ยี (Jeremy Yee) แทบจะเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวในอาเซียนซึ่งสามารถขยายอาณาจักรของเขาได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ Cordlife ครองตลาดในบ้านเกิดอย่างสิงคโปร์ได้ 70% จึงเริ่มรุกตลาดอาเซียนด้วยการเข้าไปยึดหัวหาดตลาดในมาเลเซียได้มากถึง 65% ตามมาด้วยดารขยายตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้เล่นรายเดียวในประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งนึงของอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ชาวอิเหนาน่าจะให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่พวกเขาในการเล่นกับตลาดที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ จนกลายเป็นที่มาของการขยายธุรกิจล่าสุดที่พุ่งเป้าหมายไปยังประเทศอินเดียและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งแผนของการขยายตลาดอันน่าทึ่งนี้ต้องยกเครดิตให้หัวเรือใหญ่อย่าง เจเรมี่ ยี เพราะเขาสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอินเดียได้มากถึง 39% ตั้งสาขาเข้าใน 42 เมือง จนทำให้ผลประกอบการของปีที่แล้วในอินเดียขยายตัวถึง 94%

ส่วนสาธารณะรัฐประชาชนจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุข เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กที่จะเติบโตได้มากถึง 3.5แสนล้านบาทในปี2020 ทำให้ Cordlife ยังมีเวลากระชับพื้นที่ตลาดแม่และเด็กได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันอัตราการเก็บสเต็มเซลล์ของประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ด้วยผลประกอบการของปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำให้เห็นการเติบโตของบริษัทภายใต้นายใหญ่อย่างเจเรมี่ จากการขยายตัวของมูลค่ารวมกว่า 17.3% รายได้ขยายตัวอีก 28.8% มาพร้อมกับกำไรหลังจากหักภาษีอีก 7.3% ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หาก Cordlife ไม่มีลูกค้า 1แสนคนและพนักงานอีก 700 คน ทั่วเอเซียอยู่ในกำมือ

3

อย่างไรก็ตาม เจเรมี่ ยี ไม่ลืมที่จะส่งเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อาณาจักรของเขาด้วยการร่วมขยายตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุขในประเทศจนสามารถสร้างมูลค่าให้กับเอสเอ็มอีได้มากถึง 9.5หมื่นล้านบาท สามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมจนสิงคโปร์ถูกยกให้เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณะสุขดีที่สุดในโลก ในทางกลับกันเขายังใช้กลยุทธ์สร้างความเข้มเเข็งจากภายในด้วยการทุ่มเงินลงทุนพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของเขาจะสามารถรับส่งข้อมูลและเชื่อมต่อลูกค้าได้ครอบคลุมทั้งทวีปเอเซีย ทั้งยังสามารถพัฒนาเสต็มเซลล์ให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย

“การเก็บเสต็มเซลล์ก็เหมือนกับการทำประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียให้กับคนในครอบครัว ในสิงคโปร์บริการเก็บสเต็มเซลล์บนระยะเวลา 21 ปี มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1.55แสนบาท ทว่าโอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว” นายเจเรมี่กล่าว

สุดท้ายต้องบอกเลยว่าความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Cordlife เริ่มต้นจากสตาร์ทอัพตัวเล็กๆเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จากไอเดียง่ายๆจากบริการธนาคารเลือดสำหรับเด็ก  ทว่าความทะเยอทะยานของเจเรมี่มีมากกว่านั้น หลังจากที่พบว่าชาวเอเซียชอบลงทุนเพื่อลูก ทำให้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเข้าหาลูกค้าคุณแม่กระเป๋าหนักเพื่อเสนอไอเดียเสต็มเซลล์ จนเขาสามารถเบนความสนใจให้ประชากรกว่า 22% ในประเทศหันมาใช้บริการเสต็มเซลล์ เชื่อได้ว่าว่าเรื่องนี้คงให้แรงบันดาลใจที่ดีสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นกิจการเพราะความสำเร็จอาจคล้ายการเก็บรักษาเสต็มเซลล์ตรงที่ “โอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว”

 

Cordlife2

 

(pic : forbes.com)

กลับมาแล้วจ้า! งาน Art box พร้อมของกินสุดฟิน !!

พบกับร้านต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมดอย่าง “Meeting Bar&Café

11.png
Art box กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับขนานนามว่าเป็นงาน Flea Market ที่เจ๋งสุดในเมืองไทย การกลับมาครั้งนี้ยังคงคอนเซ็ปเดิมด้วยร้านค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์สีสันสบายตา ตอบสนองความต้องการคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง ด้วยบรรยากาศแบบช็อปเพลิน เดินชิว ฟังดนตรีสด เคล้ากลิ่นอายของอาหารเลิศรสแบบนานาชาติ พร้อมกับนิวโลเคชั่นเอาใจคนเมืองอย่างเอมควอเทียร์ ที่ห่างจากบีทีเอสพร้อม
10.jpg
แน่นอนว่ามาที่นี่ต้องไม่พลาดโซนของกิน ส่วนงาน ArtBox ครั้งนี้ ร้านอาหารดังหน้าเก่าของงานหลายร้านก็ยังอยู่กันครบ แต่ทว่าก็ยังมีบูธอาหารหน้าใหม่ที่น่าสนใจอีกหลายร้าน ขนมากันเป็นขโยงไว้คอยบริการนักชิมที่หลั่งไหลเข้ามา ส่วนในครั้งนี้พลาดไม่ได้เลยกับร้าน Meeting ล็อคที่ 85 เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับคนที่ชอบการกินเส้นเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยรสมือสุด Exclusive จากยอดเชฟจะทำให้คุณไม่ลืมชื่อร้านนี้ไปตลอดกาล
12.jpg

ซึ่งที่ร้านนี้เจ้าของร้านเขามีดีกรีเคยเป็นเชฟมือหนึ่งอยู่ในโรงแรมดังมาหลายแห่ง ซึ่งเราจะได้สัมผัสรสชาติแบบโรงแรม แบบราคาสบายกระเป๋า จนไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคัดสรรค์วัตถุดิบต้องพิถีพิถันสุดๆ พร้อมด้วยสูตรการทำแบบต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมดที่ได้ร่ำเรียนมา จนสามารรังสรรค์อาหารอิตาเลี่ยนให้ไม่เลี่ยนแล้วถูกปากคนไทยได้ โดยเฉพาะการปรุงด้วยสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้กรรมวิธีการทำเส้น ด้วยเทคนิคพิเศษของทางร้าน ทำให้ได้เส้นที่เหนียวนุ่มพอดีคำ พร้อมด้วยท็อปปิ้งสดพิเศษที่ขนมาให้เลือกถึง 3 ชนิด อย่าง New Zealand Mussel, Arabilu Sausage, Premium Shimp
1117

8.jpg

คุณน็อต ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจว่าหน้าที่หลักของเชฟคือการทำหน้าที่ส่งต่อวัตถุดิบที่ดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจจากลูกค้า “ถ้าไม่อยากเสียเงินเพื่อชีวิตที่ไม่มีคุณค่า เราไม่ควรเสียเงินไปกับอาหารขยะที่ไม่มีคุณค่าเหมือนกัน”

สำหรับคนที่ชอบความเป็นรสชาติแบบต้นตำรับ พลาดไม่ได้กับ สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ ที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมชั้นดีตามสูตรของอิตาลี่ ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมที่ถูกปากคนไทย

3.jpg

และพลาดไมได้เลยกับ สปาเก็ตตี้โบลองเนส (สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อ) Spaghetti Bolognese ที่สุดแห่งพาสต้าจานคลาสสิก ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัย ด้วยความหอมของตัวซอสที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีความหวานของเนื้อที่เข้มข้น ตัดกับความเปรี้ยวเล็กน้อยจากมะเขือเทศทำให้รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว
2.jpg

ตามมาด้วยสปาเก็ตตี้คาร์โบนารา พาสต้ายอดฮิต เส้นสปาเก็ตตี้นุ่มเคี้ยวหนึบเคล้าซอสครีมสีเหลืองทองสูตรพิเศษของร้าน เอาใจคนรักซอสครีม ด้วยกลิ่นหอมของซอสที่มีสูตรเฉพาะ จนทำให้คาร์โบนาร่าของร้านนี้เป็นอีกเมนูแสนเรียบง่ายที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

4

นอกจากสปาเก็ตตี้แล้ว ร้านนี้ยังมี Baked Spinach หรือผักโขมอบชีส ที่อุดมไปด้วยความเช้มช้นของชีสชั้นดีไว้ ด้วยความเหนียวนุ่มของชีสเคล้ากับความมันของไข่กุ้ง ทำให้ได้อรรถรสของความเป็นต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมด แถมยังแบ่งกันกินกับเพื่อนๆได้อีกด้วย

5.jpg
6.jpg

ทั้งนี้ที่ร้าน “Meeting” แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์ บริเวณตลาด ArtBox ใกล้สถานีบีทีเอสพร้อมพงษ์ อย่าลืมว่าร้านตั้งอยู่ที่ล็อค 85 โซนอาหาร หรือถ้าใครหาไม่เจอ โทร. 089-513-8949 หรือแอดไลน์มาสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/noddy.chill

13.jpg
1.jpg

ส่วนวิธีการเดินทางไปงานก็ง่ายมากๆ เลย เพียงแค่ลงรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ แล้วออกทางทางออกที่ 6 จากนั้นก็เดินตรงมาเรื่อยๆ อีกแค่ 100-200 เมตรก็ป้ายไฟใหญ่ๆ เขียนว่า Artbox
14

มะริด โอกาสทองของนักลงทุนไทย

Breathtaking-over-view-of-Pathaw-Island-at-Myeik

แลนด์บริดจ์เชื่อมต่อทะเลอันดามันและอ่าวไทยบริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอีกเส้นทางสำคัญที่นักลงทุนในอาเซียนต้องขับตามองถึง ส่งผลให้โครงการพัฒนาเมืองมะริดเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาร์ หลังจากเปิดเมืองมะริดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปรียบได้กับขุมทรัพย์ในสายตานักลงทุน เนื่องจากยังมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอาเซียนได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถผลิตสัตว์น้ำได้ 1.34 แสนตันต่อปี ส่งออกมีมูลค่ารวม 1.85หมื่นล้านบาท (มูลค่าส่งออกอาหารทะเลไทยประมาณ 3หมื่นล้านบาท) และเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบที่สำคัญของไทยกว่าร้อยละ 80 ของสัตว์ประมงทั้งหมด จนหลายฝ่ายจับตามองเนื่องจากการพัฒนามะริดนั้นสามารถทำได้รวดเร็วกว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

 

กระทั่งล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินทางไปจับมือสานสัมพันธไมตรีกับเมืองมะริด ตามแผนโรดโชว์การลงทุนชาติสมาชิกอาเซียน ความหวังของการลงทุนในเมืองมะริดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองมะริดถูกบรรจุในนโยบาย 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่เมียนมาร์ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ รวมทั้งอดีตพ่อเมืองประจวบฯยังมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันให้ด่านสิงขรกลายเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้สำเร็จ หลังติดแค่เรื่องสำรวจสำรวจเขตแดน สอดรับกับประธานหอการค้าประจวบฯที่คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนจะไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 36,000 ล้านบาท หากเปิดเป็นด่านถาวรได้  ประกอบกับรัฐบาลเมียนมาร์มีนโยบายที่จะย้ายฐานการขนส่งและการค้าของเมืองมะริดจากปัจจุบันที่ส่งออกผ่านเกาะสองเข้าไทยที่ จ.ระนอง มาอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์แทน ซึ่งจะลดเวลาในการขนส่งเหลือไม่เกิน 7ชั่วโมง เข้าสู่กรุงเทพและมหาชัย ซึ่งสินค้าอุปโภคและบริโภคในเมืองมะริดกว่า 90% นำเข้าจากประเทศไทย

myy1

หลายบทสรุปและบทวิเคราะห์ของนักลงทุนในจังหวัดประจวบฯชี้ตรงกันว่าการค้าเมืองมะริดมีอนาคตที่สดใส แต่ติดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนทางหลวงจากด่านสิงขร-มะริด ที่ยังไม่แล้วเสร็จตลอดจนปัญหาด้านพลังงานเนื่องจากยังไม่มีโรงไฟฟ้าทำให้เอกชนต้องปั่นไฟเองส่งผลให้ราคาสินค้าในเมืองมะริดมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาร์เองก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งด้านพลังงานที่ให้เกาหลีมาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์บริเวณเมืองมะริด รวมถึงพัฒนาด้านการขนส่งทั้งลงทุนสถานีขนส่งและท่าเรือขนาดใหญ่ ทั้งยังปรับปรุงสนามบินและท่าเรือสะพานปลา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดใน 3 ปี โดยเฉพาะถนนเชื่อมต่อที่คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในต้นปีหน้าหลังก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 135 กิโลเมตร จากทั้งหมด 180 กิโลเมตร ซึ่งฝ่ายไทยเองได้เตรียมที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ อาทิ จุดขนถ่ายสินค้าที่สถานีรถไฟหนองหิน ห่างจากด่านสิงขรประมาณ 10 กิโลเมตร การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกคลองวาฬ และท่าอากาศยานประจวบคีรีขันธ์ 

 

“ปีนี้เป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทย”

เป็นคำพูดคอนเฟิร์มจากอดีตพ่อเมืองประจวบฯ เนื่องจากเมียนมาร์แฮปปี้กับนักลงทุนไทยมากกว่าชาติอื่นๆ ประกอบกับการลุงทุนเริ่มตื่นตัวในเมืองมะริดจากนักลงทุนอาเซียนอย่าง ไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ที่เน้นด้านอสังหาริมทรัพย์และอาหารทะเล จีนถึงกับสร้างอุตสาหกรรมประมงแช่แข็งส่งกลับไปขายในประเทศ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวกำลังจะบูมในอีกไม่กี่ปี หลังจากขอขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเป็นชายฝั่งอันดามันที่มีแนวปะการังและสัตว์น้ำสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซียด้วยเกาะที่มีมากถึง 800 เกาะขนาดที่ว่าอันดามันของไทยยังชิดซ้าย

bimg_20150915144027

อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์แลนบริดจ์ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าสำคัญของอาเซียนเนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคที่เรือจากอินเดีย จีน และยุโรปสามารถเดินทางมาได้ เชื่อมต่อกับอ่าวไทยที่มีเส้นทางเลียบชายฝั่งด้านใต้ (Southern Coastal Subcorridor) เชื่อม ไทย-เวียดนาม-กัมพูชา ตรงกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่จะส่งเสริมการค้าชายฝั่งมากขึ้นรวมทั้งชายฝั่งดังกล่าวยังเชื่อมกับ เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิงแต่ไปสิ้นสุดที่ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม โดยจะเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชีย A1 ที่วิ่งในทิศเหนือ-ใต้ของประเทศเวียดนามที่เมืองฮานอยและเส้นทางสายตะวันออก (Eastern Subcorridor) เริ่มจากเมืองหนานหนิง ในมณฑลกว่างสี (Guangxi) ของประเทศจีนมายังเมืองฮานอย โดยเลือกได้ว่าจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเล ทั้งยังมีการขนส่งไปยังมาเลเซียที่ทำอยู่แล้วอีกด้วย

 

 

“คำว่าแลนด์บริดจ์ยังมีเส้นทางเชื่อมทางน้ำอีกด้วย เส้นทางทะเลมะริด-แม่น้ำตะนาวศรี นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาการขนส่งทางราง-ทางบก ตลอดจนท่อส่งก๊าซและน้ำมันระหว่างกันได้อีกด้วย พาโอท็อไปแสดงสินค้าสามารถทำยอดได้ถึง 5ล้านบาทใน 4 วันทั้งที่ไปแค่ 40 ราย ทำให้เราเห็นแนวทางว่าถ้ามีสินค้าใหม่ไปนำเสมอมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมาก จากที่คาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าเมืองมะริดจะเติบโตกว่าเท่าตัว ทำให้ตอนนี้เป็นโอกาสของนักลงทุนต้องรีบเข้าไปกอบโกยกำไรในมะริด” เป็นอีกความมั่นใจที่นายวีระ ศรีวัฒนตระกูล นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุน ประจวบฯ-มะริด ฝากไปถึงนักลงทุนที่กำลังสนใจไปขุดทองในขุมทรัพย์ดังกล่าว

img-01-large

myy2

“ภาษาไทย” ตั๋วของการยกระดับชีวิตเด็กต่างด้าว

เป็นที่รู้กันดีว่า ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดหมายที่ต้องการประกอบกับในความเป็นจริงคนต่างด้าวที่ไม่รู้ภาษาไทยมักจะตกเป็นเหยื่อของวงการอาชญากรรมที่มีให้เสพอยู่เสมอบนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่นอกจากเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ใจกลางกรุงเทพมหานครเมืองหลวงอันศิวิไลของประเทศไทย เพียงหักเลี้ยวจากถนนอันวุ่นวายที่เต็มไปด้วยโครงการสิ่งปลูกสร้างอันทันสมัยเพียงไม่กี่เมตรยังมีพื้นที่ชุมชนเล็กๆอันทรุดโทรมมาจากความแออัดของการอยู่อาศัยแอบซุกตัวอยู่กันในมุมเงียบๆของเมืองหลวง มีเพียงสัญลักษณ์ตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองสดใสขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายกันเป็นเครื่องหมายเตือนใจคนได้ให้รู้ว่ายังมีพวกเขาอยู่ตรงนี้ในสังคม

10413400_10205336581272630_4928685758436540243_n

เมื่อเดินเข้ามาสุดทางเดินของชุมชนเเห่งนี้จะพบว่าเบื้องหน้ามีธงชาติไทยยืนตั้งตระหง่านเปรียบดังเป็นการต้อนรับเข้าสู่เขตโรงเรียนเด็กน้อยน่ารักหลายชีวิตนั่งคุยกันส่งสุรเสียงอันเจื้อยแจ้วด้วยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองแสบตาที่ดัดแปลงเป็นห้องเรียนสำหรับลูกกรรมกรซึ่งเรียงรายไปด้วยเหล่าตัวอักษรภาษาไทย ไปจนถึงกระดานดำที่เปื้อนไปด้วยอักษรภาษาไทยที่มีภาษาเขมรกำกับ แต่ก็ยังแอบมีมุมที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นจากสนามเด็กเล่นที่สงวนไว้ให้เด็กได้ผ่อนคลายยามเครียดจากการเรียน
10376326_10205336581392633_5654682694525160099_n

แต่โรงเรียนสอนภาษาไทยนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีชายผู้เสียสละผู้นี้ ครูไพโรจน์ จันทะวงศ์ ครูข้างถนนเเห่งโครงการศูนย์เด็กก่อสร้าง ชายวัยกลางคนที่หน้าดุแต่ใจดีเหลือเกิน
ภาษาสร้างคน

ครูไพโรจน์เปิดเผยอย่างเป็นกันเองถึงเรื่องการศึกษาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชาที่คนต่างด้าวสนใจเสมอและครูเองก็ต้องการให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

ภาษามีความสำคัญไม่ว่าจะในประเทศไหน เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ ทำให้คนต่างด้าวและเด็กกลุ่มนี้ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยควรจะได้ภาษาไทยขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน กินข้าว ไปไหนมาไหน ในประเทศไทยตลาดแรงงานเปิดกว้างโดยเฉพาะในยุคและชาคมอาเซียนจะต้องมีแรงงานเข้ามาเพิ่มทำให้ภาษาไทยสำคัญในการสื่อสารและการแสดงความเข้าใจกันต่อไปในปีหน้าไทยจะมีนโยบายหาหน่วยงานที่ทำเพื่อพัฒนาคุณภาพแรงงานดังนั้นถ้ารู้ภาษาไทยก็จะเข้าไปเรียนรู้ตามระบบกับภาครัฐบาลได้เร็วทำให้ประเทศเราได้แรงงานที่มีคุณภาพ

“การได้รับการศึกษาต่อจะส่งผลให้เขาคิดที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตไปจนต่อยอดไปศึกษาต่อเมื่อไปอยู่สถานที่อื่น เทคนิคในการสอนภาไทยที่เข้าใจง่ายคือการใช้คำซ้ำคำง่ายๆที่ใช้กันในชีวิตประจำวันแต่ที่สำคัญคือคนเป็นครูต้องเอาใจใส่คอยตอบคำถามของเด็กๆการสอนก็ใช้แบบเรียนการท่องภาษาไทยแบบเจ้านกขุนทองหรือมานีมานะค่อยๆสอดแทรกภาษาไทยเข้าไปในภาษาถิ่นของเขา

ครูเล่าถึงสัญญาณที่รู้กันระหว่างเด็กกับครูเนื่องจากครูสอนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันมืดจึงต้องมีการพักเป็นช่วงๆ หลังจากครูพักจนหายเหนื่อยแล้วครูก็จะเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้เป็นสัญญาณว่าครูพร้อมกลับมาสอนต่อแล้วนะหรือเรียกง่ายๆว่า“เปิดประตูก็รู้กัน”

10365855_10205336587272780_6005930583129789869_n

“เด็กพวกนี้ขยันนะมาเรียนแต่เช้ายังไม่ทันเจ็ดโมงก็วิ่งกรูกันมาเรียกครูแล้ว เขาตั้งใจเรียนเพราะบ้านเมืองเขาขาดโอกาส บ้านเมืองเขาโรงเรียนมีการสอนแค่วันละ 3 ชั่วโมงแต่เราสอนแบบ ตลาดนัด อยากเรียนอะไรก็บอกเราสอนได้ทั้งวันเช้ายันเย็น จนกว่าเด็กจะเบื่อแล้วเลิกไปเอง การสอนรอบค่ำก็มีพ่อแม่เด็กที่กลับจากทำงานก่อสร้างมานั่งเรียนภาษาไทย ส่วนเจ้าพวกเด็กไทยนี่แสบ มาเรียนแค่ตอนเช้าตกบ่ายก็หนีไปโดดน้ำคลองกันหมด เด็กพวกนี้เขาจะรู้ทันทีเลยว่าครูพร้อมสอนแล้วถ้าเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้”

10609575_10205336584952722_1505406081467083278_n

เรือจ้างผู้ปิดทองหลังพระ

เดินทางสายจิตอาสามากว่า 20 ปี ในฐานะครูข้างถนน ครูไพโรจน์ลุยตะลอนบุกป่าฝ่าดงคอนกรีตทำตามความตั้งใจในการส่งมอบโอกาสในภาษาไทยให้กับคนต่างด้าวตามซอกหลืบที่ถูกลืมของเมืองกรุง สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ครูวัย 51 คนนี้ เพิ่มความกระหายที่จะรับใช้สังคมต่อไป
เริ่มต้นจากการทำงานให้เด็กๆตามแคมป์ก่อสร้างโดยการตระเวนขึ้นรถเมล์แบกเครื่องฉายหนังกับลำโพงไปยังแคมป์พักคนงานก่อสร้างต่างๆไปฉายหนังแล้วพากย์ภาษาไทยให้คนต่างด้าวดู นอกจากความเพลิดเพลินในการดูหนังดูการ์ตูนแล้วยังได้เรียนภาษาไทยจากการที่ได้สอดแทรกเข้าไปในบทพากย์หนัง

“ครูรู้สึกว่าภูมิใจในหน้าที่ครูมีการสอน มีอะไรครูสอนเด็กได้หมด วิชาการยันวิชาชีวิต ครูรักที่จะอยู่ตรงนี้เพราะเด็กต่างด้าวขยันตั้งใจเรียน สอนก็ฟังพูดกันง่าย ครูไม่ชอบยึดติดกับระบบโรงเรียนแบบไทยที่มีการเปลี่ยนหลักสูตรบ่อย มีข้อระเบียบเยอะบางครั้งเรื่องที่เด็กชอบเรียนแต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบก็ต้องยกเลิกไป บางทีโรงเรียนรัฐบาลอาจกำลังยัดเยียดสิ่งที่เด็กไม่อยากเรียน ยิ่งครูสมัยนี้เขาดูกันที่หน้าตาด้วยในการเข้าทำงาน หน้าแบบผมเนี่ยเขาบอกว่าหน้าโหดใจร้ายไปสอนเด็กไม่ได้หรอกเด็กไม่เคารพ ”
“ความสุขของครูคือการได้สอนหนังสือ เห็นความก้าวหน้าในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเขา แม้ว่าเด็กบางคนที่เคยฟูมฟักสั่งสอนไปโตขึ้นจะไม่ยกมือไหว้แต่ครูก็ดีใจที่ได้เห็นพวกเขาเติบโต ครูมีภูมิใจทุกครั้งเมื่อเด็กที่จากไปแล้วโทรกลับมาหาเล่าเรื่องชีวิตให้ฟังโดยเฉพาะคำว่าหนูกลับไปเรียนต่อแล้ว นี่คือความสุขที่สุดของครู”
หลังจากที่ค่ายพักแห่งนี้ย้ายไปแล้วครูก็คงกลับไปที่โครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเพื่อพัฒนารถความรู้เคลื่อนที่วางแผนกันไว้ว่าจะดัดแปลงรถยี่ห้อตงฟงรุ่นใหม่เป็นห้องสมุดย่อมๆมีโต๊ะทำกิจกรรมและมุมเรียนรู้ให้เด็กเพื่อขับไปตามยังค่ายพักแรงงานก่อสร้างต่างๆในกรุงเทพ ถึงแม้จะไม่มีรถเคลื่อนที่ ผมก็เดินลุยไปสอนได้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเดินมาตลอดและมั่นใจแล้วว่าทางนี้มันดีที่สุดสำหรับผมแม้จะไม่มีใครรู้เลยก็ตามแต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำ
“แต่หลังจากดังแล้วนักข่าวตามสัมภาษณ์ทุกวันบางทีก็เริ่มทุกข์แล้ว” ครูพูดทิ้งท้ายไว้อย่างติดตลก

10404851_10205336591352882_8506700804574068733_n

ด้านน้องเบิ๊บ หนุ่มน้อยชาวกัมพูชา หนึ่งในลูกศิษย์ของครูไฟโรจน์อายุ13ปี เล่าถึงโรงเรียนและคุณครูด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“ชอบเรียนภาษาไทยมาก เรียนสนุก หนูอยากเรียนเพื่อไปหางาน โตขึ้นไปอยากเป็นทหารป้องกันประเทศ
ครูสอนสนุกชอบให้ท่องอักษรภาษาไทยบ่อย บางวันครูก็สอนภาษาอังกฤษทำให้ผมพูดได้มากกว่า2ภาษาโดยเฉพาะภาษาไทย เพราะตอนกลับไปอยู่กับพ่อแม่ก็พูดเขมรอย่างเดียวไม่ได้พูดไทย
ชอบอยู่ที่นี่มีเพื่อนเยอะดี ครูก็ดีได้เรียนตั้งแต่7โมงเช้า ใจจริงอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่อยากย้าย ถึงจะย้ายก็อยากให้ครูย้ายตามไปสอนด้วย แต่ครูไม่ไป เมื่อไปจากที่นี่แล้วก็คงคิดถึงครู อยากขอบคุณครูที่สอนหนังสือทำให้รู้ภาษาไทย”

น้องงา อีกหนึ่งสาวน้อยชาวกัมพูชา อายุ16ปี ที่เรียนกับครูไพโรจน์ในแคมป์คนงานแห่งนี้

กล่าวถึงครูของเธอด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใส
“อยากรู้ภาษาไทยมาตลอด ภาษาไทยทำให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ช่วยตัวเองได้เดินทางไปข้างนอก
หนูชอบเรียนทุกวิชา อยากเรียนเยอะๆ ดีใจที่มีครูใจดีเสียสละเวลามาสอนเด็กๆอย่างพวกเรา”

โดยปัจจุบัน แคมป์ก่อสร้างแห่งนี้ มีแรงงานทั้งหมดประมาณ 400 คน ในจำนวนนั้นมีเด็กอายุตั้งแต่ 3 -17 ปี รวมทั้งหมด 50 คน ประกอบด้วยชาวกัมพูชา พม่า และไทย

เสียงจากผู้ปกครอง

เมื่อมองออกไปบริเวณภายนอกห้องเรียนที่มีลมร้อนของเวลาบ่ายลอยเข้ามาเอื่อยๆก็พบประชากรวัยผู้ใหญ่ที่อาศัยกันอยู่ในชุมชนตอนเวลากลางวันเพียงไม่กี่ชีวิตเนื่องจากแรงงานออกไปทำงานกันหมด

พี่ วัน เบือน  สาววัยกลางคนอาชีพแรงงานก่อสร้าง ชาวกัมพูชา อายุ 31ปี

เป็นอีกคนที่ส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนในแคมป์กับครูไพโรจน์ เล่าถึงความจำเป็นของภาษาไทยและคุณครูของเด็กน้อยเหล่านี้ด้วยความเคารพพร้อมทั้งถือโอกาสขอบคุณครูที่เข้ามาจุดประกายความรู้ให้กับเด็กที่นี่ในห้วงเวลาสั้นๆที่จะเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆแม้ต้องจากกันไปในที่สุด

“รู้สึกดีใจที่มีคนดูแลเด็กๆ อย่างตัวเองก็ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เด็กได้เรียน ภาษาไทยจำเป็นมากที่นี่เป็นเรื่องที่ต้องรู้เมื่อเข้ามาใช้ชีวิต การทำงานก็ต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน ถ้าเถ้าแก่สั่งงานอะไรไปแล้วฟังไม่รู้เรื่องไปทำงานผิดเราก็โดนด่าเพราะสั่งงานไม่รู้เรื่อง จะออกไปไหนก็ลำบากคุยกับเขาไม่ได้ ดีใจที่มีโรงเรียนให้เด็กได้เรียนภาษาไทยได้รู้ตั้งแต่เล็ก3ปีก็น่าจะพูดได้แล้ว”

“บางวันลูกฉันก็เดินร้องเพลงไทยกลับห้อง นอนท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกในห้อง ดีที่ครูสอนภาษาแล้วครูก็ยังสอนการใช้ชีวิตด้วย ช่วงแรกที่เข้ามาไทยยังฟังภาษาไม่ได้มากก็เคยถูกหลอกไปทำงานแล้วโกงค่าแรงงานก่อสร้างทำให้เขาไปตั้ง3เดือน ตอนนั้นท้อใจมาก เงินติดตัวไม่มีลูกก็ยังเล็ก ทำให้อยากรู้ภาษาไทยมากขึ้น”
“อยากให้ลูกพูดภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเก่งๆอยากให้มันเรียนต่อสูงๆอยากเห็นมันได้เป็นครูมาสอนพวกเด็กๆสักครั้งไม่อยากย้ายจากที่นี่ไป อยากให้ลูกอยู่ที่นี่เรียนที่นี่ต่อเลย ย้ายไปที่ใหม่ไม่รู้จะมีครูมาสอนเด็กหรือเปล่า ถ้าไม่มีโรงเรียนเด็กๆก็วิ่งเล่นกันไปวันๆ อยากกล่าวขอบคุณครูที่เมตตาทุกคน อบรมลูกเราเห็นครูมีความสุข ลูกก็มีความสุข อยู่กับครูปลอดภัยไม่มีใครมาทำร้ายลูก “
ส่วนด้านผู้ปกครองแคมป์ที่พักก่อสร้างอย่าง นาย ประกาสิทธิ เสรีเชตะพงศ์ หัวหน้าแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 จำกัด ชาวไทย อายุ 32 ปี

“ส่วนเรื่องภาษาไทยก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตแรงงานต่างด้าวเพราะต้องใช้สั่งงานกันให้เข้าใจ พวกที่มาใหม่ๆยังพูดไม่ค่อยได้ก็จะใช้ภาษามือเอา วัยรุ่นมักจะเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วคนแก่ๆอายุเกิน50ปีจะเข้าใจได้ช้าลง ส่วนคนที่มาอยู่นานแล้วแต่ยังพูดภาษาไทยไมได้เลยก็มักจะตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างที่นี่ก็มีคือจะอยู่แต่ในห้องไม่ออกมาคุยกับใครเลย ไม่ให้ลูกไปโรงเรียนไม่ให้ลูกไปเล่นกับใครเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง คิดว่าน่าจะมาจากความคิดของเขากลัวว่าคนไทยดูถูกหรือถูกคนหลอกเพราะไม่รู้ภาษาไทย ที่เคยเห็นมาพูดภาษาไทยไมได้ไปไหนก็ลำบาก หลงทางถามทางไมได้ จะกินอะไรก็อ่านไม่รู้เรื่อง”

พร้อมทั้งยังยืนยันอนคตของเด็กเหล่านี้ว่าจะมีงานรองรับที่แน่นอนเนื่องจากอาชีพสายก่อสร้างนั้นครอบคลุมในหลายสาขาของตัวงาน

“โรงเรียนที่นี่ก็ทำให้เด็กพูดได้เร็ว มีครูเข้ามาดูแลเด็กๆไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้เด็กไม่เบื่อไม่วิ่งซนจนเกิดความวุ่นวายกันภายในแคมป์นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ  หวังว่าพวกเขาจะได้มีอนาคตที่ดีแต่เด็กส่วนใหญ่ลูกแรงงานโตไปอายุได้18ปีทำงานตามกฎหมายได้ก็จะไปทำงานก่อสร้างเหมือนพ่อแม่ เพราะงานก่อสร้างมันคลอบคลุมในทุกด้าน งานฉาบ งานไม้ งานก่อ งานตอก มีอีกหลายอย่างมากๆที่สามารถรองรับจำนวนแรงงานที่จะเข้าไปทำงานในอนาคตได้”
ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย

ครูจิ๋ว ทองพูล บัวศรี

หนึ่งในสามครูที่เป็นแม่งานของโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างกล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยโดยให้ความสำคัญกับการสอนในระบบทวิภาษาโดยมองว่าภาษาถิ่นกำเนิดของคนต่างด้าวก็คือภาษาไทยเพื่อปรับทัศคติให้เรียนรู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาแม่บนการศึกษาภาษาใหม่โดยไม่หลงลืมรากเหง้าตนเอง

”ตัวครูผู้สอนที่ลงไปในพื้นที่เองต้องรู้ภาษาที่สามเพื่อสื่อสารกับเด็ก ต้องยอมรับว่าภาษาถิ่นก็ภาษาไทย ภาษาถิ่นในที่นี่คือถิ่นกำเนิดของบ้านเขาควรเป็นเรื่องที่ศึกษาควบคู่กับภาษาไทยโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การสอนแบบทวิภาษาจะช่วยให้เขาเข้าใจภาษาไทยได้เร็วขึ้นมีการเล่นเกมส์ภาษาไทยควบคู่ภาษากัมพูชา มีการเปิดภาพภาษาไปจนถึงนับเลขเป็นภาษาพม่าไทยกัมพูชาและอังกฤษ ต้องสอนภาษาใหม่โดยไม่ให้ลืมภาษาถิ่น เพราะภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินในอนาคต ในอาเซียนเขาจะคงความได้เปรียบมากเรื่องภาษา ไม่เหมือนกับเด็กไทย”
“ครูให้ความสำคัญกับภาษาไทยมากต้องการให้เขาเรียนจนรู้ภาษาใครมีแววพอเรียนต่อได้โครงการจะมีทุนให้ส่งเรียนต่อตามนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนวัดหลักสี่ เด็กต่างด้าวส่วนมากจะตั้งใจเรียนกว่าเด็กไทย”

1393649_10205336585112726_5153092373479581029_n

เดินหน้าประเทศไทย มีแต่ได้กับได้

การเดินหน้าเข้าสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าของประเทศไทยแรงงานต่างด้าวเปรียบดั่งฟันเฟืองสำคัญในการเดินระบบประเทศสู่ภาพรวมที่ดีทั้งค่าจีดีพีและการลงทุนจากต่างชาติ

“เราต้องการแรงงานอย่างพวกเขามาพัฒนาประเทศนะ งานชั้นล่างอย่าง งานแบกหาม งานก่อสร้าง งานค้าขายส่วนใหญ่คนไทยจะไม่ทำกันเราต้องพึ่งพาให้คนเหล่านี้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศแน่นอน ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้กับได้เขาซื้อน้ำ1ขวดก็เสียภาษีเท่ากับคนไทยต้องกินต้องใช้ของเราเงินเหล่านี้จะหมุนกลับเข้าประเทศไทย”

“ส่วนคนที่โครงการดูแลจากลูกคนงานก่อสร้างจนประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีหลายคนที่เรียนจนจบปริญญาตรี ทำงานทีัดี บางคนจบปริญญาโทเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้มิได้ด้อยไปกว่าคนที่มีโอกาสเลย แค่เราต้องขอที่ยืนในสังคมให้กับพวกเขา หากเขามีจุดเริ่มต้นในสังคมแล้วเขาก็สามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง”
และสุดท้ายสถานที่แห่งนี้มิใช่เพียงโรง เรียนใจกลางค่ายพักแรงงานก่อสร้างที่ให้การศึกษาสำหรับลูกกรรมกรเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มอบโอกาสทางการเรียนภาษาไทยเพื่อเป็นดั่งตั๋วในการยกระดับชีวิตให้ไม่ต้องจมปลักอยู่กับเเค่คำว่า”กรรมกร” นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สร้างบทเรียนและความทรงจำอันมีค่าให้กับอาสาสมัครที่แวะเวียนผ่านมาใช้ชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ให้ตระหนักถึงปัญหาความยากจน ชีวิตอันยากลำบากและความด้อยโอกาสของเด็กต่างด้าว ในพื้นที่ที่ใกล้ตัวคนเมืองมากเกินไปจนไม่มีใครมองเห็นเลย

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช1601223_10205336581672640_7532103352722456427_n

10262228_10205345169247324_2969828339509559412_n

10407150_10205345171247374_3266209245923200777_n

10386367_10205336591392883_395170818776961227_n

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช

ทดสอบลงพื้นที่ทำข่าว วิชา อาจารย์แดง

ข่าว คุณภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

นักวิชาการชี้คุณภาพชีวิตแรงงานในไทยยังติดลบ เหตุรายได้ไม่พอรายจ่าย-หัวหน้าแคมป์แรงงานโต้ เงินเดือนแรงงานต่างด้าวยังมากกว่าคนไทยจบปริญญาตรี

IMG_9104

IMG_9212

สืบเนื่องจากกรณีนักวิชาการทีดีอาร์ไอ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนกุล เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 เปิดเผยถึงเรื่องคุณภาพชีวิตแรงงานไทยยังคงติดลบ โดยเมื่อเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายของกลุ่มแรงงานในประเทศไทย พบว่า ในภาพรวมรายได้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นดังที่ได้คาดหวังไว้  เนื่องจากรายได้ยังโตไม่ทันกับรายจ่าย และประเมินว่าในปีหน้า อาจมีแนวโน้มที่แย่ลงกว่านี้ทั้งภาระด้านหนี้สินของแรงงานและค่าแรงที่มีจำนวนน้อย ประกอบกับมติของ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก วิสามัญที่มีสมาชิก สนช.เป็นประธานได้พิจารณาเสร็จแล้ว มีสาระสำคัญ คือ การร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการพัฒนาฝีมือแรงงานการ เช่น การส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ การส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างโอกาสในสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสนับสนุนคนไร้ที่พึ่งมีงานทำและมีที่พักอาศัย ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อคนต่างด้าว

นาย ประกาสิทธิ เสรีเชตะพงศ์ หัวหน้าแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 จำกัด ชาวไทย อายุ 32 ปี
เปิดเผยถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานและรายได้จากการทำงานของลูกจ้างก่อสร้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่เกิดขึ้นในแคมป์ที่พักแรงงานก่อสร้างต่างด้าวของ บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 บริเวณใกล้กับวัดเสมียนนารีในแง่มุมที่น่าสนใจ
“คุณภาพชีวิตแรงงานในภาพรวมจากที่เคยเห็นมาถือว่าดีครับ มีกินมีใช้ไม่อดอยากกัน ค่าน้ำค่าไฟก็เสียแค่เดือนละ50บาทต่อหัว ส่วนค่าทำความสะอาดและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ไม่ต้องเสียเพราะจะหักกับหัวหน้าของแรงงาน ส่วนใหญ่พวกแรงงานหน้าใหม่ที่เข้ามาแรกเขาจะทำงานได้วันละ 270 บาทต่อวัน เมื่อรวมค่าทำโอทีแล้วตกออกมาก็ได้เดือนละ 10,000-12,000 บาท ซึ่งก็ต้องไต่เต้าระดับเงินเดือนขึ้นมาเรื่อยๆอาจใช้เวลา 5-6ปีในการแตะระดับเงินที่มากกว่าเก่า อย่างที่เยอะที่สุดที่ผมเคยเห็นมาก็ระดับหัวหน้าแรงงานได้วันละ 670บาท ตกออกมาต่อเดือนรวมโอทีก็เกิน 20,000บาท คิดง่ายๆเขาทำ10ปีก็จะมีเงินก้อนราว 2.5 ล้านบาทต่อคน ส่งเงินกลับบ้านได้หลายแสนบาท ทำให้มองว่าคุณภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวที่นี่ยังดีกว่าคนไทยที่จบปริญญาตรีแล้วทำงานได้เงินไม่ถึงหลักหมื่นบาทอีกทั้งยังมีค่าไฟฟ้าค่าที่พักให้ต้องรับผิดชอบ ต่างกับชีวิตของแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม พวกแรงงานต่างด้าวพวกนี้เขาขยันนะมาเพื่อทำงานมีงานอะไรก็เอาหมดตั้งใจเก็บเงิน อายุงานก็ไม่เท่ากันแต่เฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 7-8ปี ส่วนเรื่องสวัสดิการ โบนัสก็มีทุกปีต่อคนตกคนละ 4,000-7,000บาทแล้วแต่ระดับงาน “

นาย ประกาสิทธิ กล่าวต่อถึงการพยายามจัดการให้แรงงานในแคมป์ทุกคนมีบัตรสีม่วงคือบัตรผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๕ ผ่อนผันให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ และมีประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เรื่องการควบคุมผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หลังวันที่ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่อาศัยรวมถึงการใช้แรงงานที่เป็นมาตรฐานสากล

“ผมพยายามทำให้ทุกคนที่นี่มีบัตรสีม่วงถูกต้องเพื่อให้เขาได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี เช่นการไปไหนมาไหนได้ จะเช่ารถตู้รวมกลุ่มกันกลับประเทศก็ได้ การรักษาพยาบาลก็ไม่เสียเงินเลย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพราะโรงพยาบาลที่ให้การรักษาของแรงงานที่นี่คือ โรงพยาบาล ธนรัตน์ธนบุรี อยู่แถวสวนยาม หรือจะไปโรงพยาบาลรัฐบาลแถวนี้ก็ได้เช่น โรงพยาบาล นพรัตน์ ก็จะเสียแค่30บาทค่ารักษาและค่ายา นอกจากนั้นชั่วโมงในการทำงานก็เป็นไปตามหลักสากลไม่มีการบังคับขู่เข็ญใช้แรงงานหรือให้ทำงานหนักแต่อย่างใด”

ส่วนกฎระเบียบในการอยู่อาศัยร่วมกันของแรงงานต่างด้าว นาย ประกาสิทธิ กล่าวว่า
ด้านระเบียบการอยู่อาศัยจะให้เข้าพัก2คนต่อ1ห้อง ไม่รวมผู้อาศัยเช่นลูกและภรรยา ทำให้บางห้องก็อยู่กันถึง5คน การเข้า-ออกไปทำงานจะมีรถมารับจากที่พักกระจายกันไปแต่ละไซด์งานในเวลา ตี5ครึ่ง การอยู่อาสัยให้ใช้ไฟ-น้ำได้ไม่จำกัดเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ50บาทต่อห้องส่วนต่างที่เหลือทางบริษัทจะดูแล แต่มีข้อห้ามในการใช้เตาแก๊ส อนุญาตให้ใช้ได้เพียงเตาไฟฟ้า ประชากรในแคมป์ก่อสร้างที่นี่ส่วนใหญ่ร้อยละ90เป็นต่างด้าวมีคนไทยแค่ส่วนเดียว ใช้สังคมแบบพึ่งพาช่วยกันดูแล เรื่องยาเสพติดหากรู้ว่าใครเสพจะทำการขับไล่ออกจากแคมป์ไปในส่วนของการพนันก็เช่นกัน ปัญหาอื่นๆที่พบบ่อยคือการดื่มสุราแล้วเสียงดัง ในปีหน้าที่นี่ต้องรื้อถอนมีกำหนดย้ายคนงานทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์และเริ่มต้นรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในเดือนมิถุนายน

IMG_9123

ส่วนทางด้าน นายเอียร์ ไม่มีนามสกุล หัวหน้าคนงาน ชาวกัมพูชา อายุ 38 ปีกล่าวถึงประสบการณ์และรายได้ของการทำงานในฐานะหัวหน้าแรงงานก่อสร้างที่ทำงานร่วมกับลูกน้องมากว่า3ปีว่า

ชีวิตที่ประเทศไทยถือว่าดีมาก การเป็นหัวหน้าคนงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคน หัวหน้าคนงานได้เงินวันละ 650 เฉลี่ยต่อเดือนรวมเงินค่าร่วงเวลาประมาณ 20,000 บาท ในประเทศนี้มีค่าแรงที่เยอะกว่ากัมพูชาและโอกาสก็เช่นกัน เนื่องจากในแต่ละปีสามารถหาเงินได้มากกว่า 200,000 บาท ทำให้สามารถส่งเงินกลับไปช่วยครอบครัวที่บ้านเกิดได้ ความฝันที่ชาวต่างด้าวทุกคนมีเมื่อมาทำงานคือเก็บเงินก้อนเพื่อกลับไปสร้างบ้านอยู่ที่บ้านเกิดกับครอบครัว ทำให้แรงงานต่างด้าวจะขยันทำงานมากส่วนใหญ่ทำกันไม่มีวันหยุด
ส่วนด้านคุณภาพชีวิตถือว่าดีมาก มีปัจจัย4พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต เด็กก็มีโรงเรียนให้ศึกษา ค่าน้ำและค่าไฟฟ้าก็ไม่ต้องเสีย รวมถึงเมื่อเจ็บป่วยก็สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เดินทางได้ทั่วประเทศ เข้า-ทำงาน10ปี สามารถเก็บเงินได้มากกว่า 2,000,000 บาท อีกทั้งค่าเงินของไทยยังมีมูลค่ามากกว่ากัมพูชา ทำให้ได้เปรียบในการใช้จ่ายเมื่ออยู่ในประเทศบ้านเกิด ไม่เคยมีความเครียดเนื่องจากห่างไกลบ้านเกิดเลยเพราะคนไทยมีอัธยาศัยดีทำให้ปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมได้อย่างรวดเร็วและมีความสุข

ส่วนด้านคุณภาพชีวิตของแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้างนี้ นาย เอียร์ เปิดเผยว่า
ด้านสภาพสังคมที่นี่อยู่กันแบบพี่น้องพึ่งพาอาศัยกัน ยังไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยกันเลย ต่างคนต่างเข้ามาทำงานเข้าใจกันและกัน ในปัจจุบันคนไทยเริ่มเข้าใจต่างด้าวมากขึ้นไม่ดูถูกเหมือนเมือก่อน ด้านการก่อกวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่มีให้เห็นมาตรวจบ้างก็เพื่อความปลอดภัย ด้านปัญหายาเสพติดเราก็คอยดูแลกันและกัน ยอมรับว่ามีคนใช้ยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมาภายในแคมป์ก่อสร้าง แต่เมื่อมีคนรู้ว่าเสพยาเสพติดก็ได้ทำการขับไล่ออกจากชุมชนแห่งนี้ไป ด้านอาหารการกินก็ดีมีร้านค้าให้บริการถึงสามร้านมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงกับข้าว โดยรวมแล้วมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ มีความมั่นคงทางฐานะ ครอบครัวมีความสุข สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

IMG_9163

ในขณะที่ทางด้านลูกจ้างแรงงานที่ทำงานผ่านประสบการณ์จริง นาง วัน เบือน  อาชีพแรงงานก่อสร้าง ชาวกัมพูชา อายุ 31ปี กล่าวถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานว่า
โดยส่วนตัวคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ประเทศไทยนี้ดีมาก มีค่าแรงที่เยอะกว่ากัมพูชามีงานทำเยอะกว่า อยู่ที่นี่ค่าไฟค่าน้ำก็ฟรี ค่าที่พักก็ไม่ต้องเสีย สามารถส่งเงินกลับไปช่วยที่บ้านได้ด้วย ความต้องการสูงสุดในชีวิตคือทำงานเก็บเงินที่นี่แล้วกลับไปสร้างบ้านอยู่กับพ่อแม่ที่กัมพูชา

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย นาง วัน กล่าวว่า
รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำอาชีพก่อสร้างมีเงินดีอาจดีกว่าคนไทยหลายๆคนด้วยซ้ำ มีค่าแรงที่แพงและสามารถส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านได้ด้วย อยากอยู่ทำงานที่นี่ตลอดไปแต่ก็เป็นห่วงครอบครัวที่กัมพูชา อยากได้สัญชาติไทยเป็นคนไทย อย่างไรก็ตามสภาพที่เป็นอยู่ถือว่าดีแล้วแม้จะถือบัตรสีม่วงแต่ก็ได้รับสวัสดิการที่ครบถ้วนแม้ป่วยก็ไปโรงพยาบาลไม่เสียเงินค่ารักษา มีความสุขกับชีวิตในไทย ถ้าหากทำงานเก็บเงินได้มากพอกลับไปกัมพูชาสร้างบ้านสร้างเนื้อสร้างตัวได้อยากอยู่กับครอบครัวแล้วจะไม่กลับมาประเทศไทยอีก

ทางด้าน นาง โชติกานต์ ทองสัน แรงงาน ชาวไทย อายุ33ปี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

“คุณภาพชีวิตที่นี่ดีมาก อยู่กันแบบพี่น้องเห็นอกเห็นใจกัน ไม่มีปัญหา เราคนไทยน่าจะยอมรับเห็นใจกัน ถ้าไม่มีพวกแรงงานต่างด้าวเราก็สร้างประเทศไม่ได้ เขามาทำสิ่งก่อสร้างให้เราคนไทยไม่ค่อยมีใครยากทำอาชีพนี้หรอก ทุกคนก็พอใจกับสิทธิที่มีนะจากบัตรน่ะ ทำงานได้มีการคุ้มครองป่วยเข้าโรงพยาบาลก็เสียน้อยกว่าคนไทย เห็นแรงงานต่างด้าวเขามีความสุขกับชีวิตที่นี่ได้ทั้งโอกาสและเงินเดือน เคยถามเขานะชอบประเทศไทยเพราะอะไร เขาชอบที่คนไทยเป็นกันเองยิ้มง่ายพูดจาดี ไม่เหยียดหยามดูถูกเขาเราก็อยู่ร่วมกันได้ ด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตก็ดีเพราะปลอดภัยมีครูเข้ามาดูแลเด็กๆ เวลาที่พ่อแม่ออกไปทำงานก่อสร้างในช่วงเวลากลางวัน”

จำนวนแรงงานในอนาคตถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ สินค้า บริการ และการลงทุนได้อย่างเสรีนั้นในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องมีการรับประกันคุณภาพชีวิตของแรงงานเพื่อที่จะดึงดูดแรงานให้เข้ามาขับเคลื่อนสิ่งก่อสร้างในประเทศไทยเพราะปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนจำนวนแรงงานจนเป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ความสนใจเนื่องจากคนไทยมีค่านิยมปฏิเสธที่จะทำงานประเภทนี้

IMG_9232

สัมภาษณ์พิเศษ

เปิดใจห้องครัวของชุมชนแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง

ถ้าปัจจัยสี่เปรียบดั่งสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีพ แล้วจึงทำให้เรื่องอาหารการกินในชุมชนเป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในแคมป์ที่พักของแรงงานต่างด้าวที่รับเหมาก่อสร้างซึ่งอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆบริเวณใกล้กับวัดเสมียนนารีในการเรียนรู้วิถีชีวิตรวมทั้งอุปนิสัยผ่านการกินอาหารของพวกเขาในแต่ละวัน

Q : มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงเลือกเปิดร้านก่อขายของในแคมป์คนงานก่อสร้าง ?
A:ก็เปิดมาตั้งเเต่แรกเพราะพ่อหนูเป็นผู้รับเหมาก็เลยเปิดให้สร้างร้านค้าในค่ายก็เปิดร้านขายของเป็นครั้งแรกในชีวิตเพราะพ่อบอกไม่อยากให้อยู่เฉยๆเปิดเป็นร้านที่3 ทั้งหมดในนี้ก็มีแค่3ร้านจ่ะ

Q : วิถีชีวิตการกินของคนที่นี่เป็นอย่างไร ?
A:วิถีชีวิตคนที่นี่ง่ายๆมีอะไรก็กินแบบนั้น หนูก็ขายตามอารมณ์ส่วนใหญ่คนงานเขาชอบซื้อของสดไปทำกินกันเองในห้อง แต่ที่นี่ไม่ให้ใช้เตาแก๊สนะ ให้ใช้เตาไฟฟ้าเอง คนที่นี่เขาก็ซื้อกันมาใช้บางทีก็สั่งหมูกระทะที่มาส่งถึงที่มากินกันหลายคนเช้าเขาก็มาเก็บเตา

Q : ถ้ามองลึกลงไปในแต่ละมื้อล่ะ ?
A : มื้อเย็นเขาก็ซื้อตุนไว้เลยแล้วทำกินกันเผื่อมื้อเช้าเลยตี3ตี4เขาก็ตื่นมาทำกับข้าวกันแล้วบางคนก็ลงมาซื้อตอนเช้าขึ้นไปทำกินก่อนรถที่มารับไปไซด์งานจะมาถึงตอนตี5ครึ่ง ทำให้ร้านค้าที่นี่ก็ต้องเปิดตั้งแต่ก่อนตี4 ส่วนมื้อกลางวันก็กินที่ไซด์งานเลย มื้อกลางวันของเด็กๆที่นี่ครูเขาทำกับข้าวหุงข้าวเลี้ยงทุกวัน

Q : แล้วอะไรที่ขายดีที่สุด ? แล้วไปซื้อของเข้าร้านอย่างไร
A : ของที่หนูขายดีสุดคือพวกเครื่องดื่มจ่ะ น้ำอัดลมเบียร์โซดา พวกของสดก็ขายดีรองลงมาการซื้อของเข้าร้านก็ไปซื้อที่ตลาดใกล้ๆที่นี่ขับรถกระบะไป บางทีก็ไปทุกวันบางทีก็ไปสองวันครั้ง ส่วนเด็กที่นี่ชอบซื้อขนมเป็นห่อๆกินกันห่อละ 5บาทบ้าง 2บาทบ้างน้ำอัดลมก็มีกินบ้างแต่ไม่เยอะ ขายดีอีกอย่างก็พวกอาหารสำเร็จรูป กับข้าว แกงต่างๆ เขาจะซื้อไปกินกับข้าวที่หุงเองในห้องพักประหยัดเงินและเวลาไปอีกแบบ

Q : มีการติดไว้ก่อนแล้วรอจ่ายเป็นรอบๆไหม ?
A : การซื้อของของคนในนี้มี2แบบเงินสดกับเงินเซ็น ถ้าเป็นเงินเซ็นก็คนหนึ่งเซ็นกับร้านได้แค่ร้านเดียวร้านใครร้านมัน การจ่ายเงินก็15วันจ่าย1ครั้ง เราก็จะทำบัญชีชื่อแต่ละคนไว้ดูยอดเงินตลอดอีกอย่างคือเงินสดเขาจะซื้ออะไรก็ได้ บางคนก็ไปซื้อรถกับข้าวที่เข้ามาในนี้ทุกเย็น บางคนซื้อข้าวแกงสำเร็จแถวไซด์ก่อสร้างกลับมากินทีเดียวเลยช่วงกลางวันก็มีรถขายของเข้ามาบ้างที่มาบ่อยคือไอติมตักกับชานมไข่มุก เด็กๆที่นี่ชอบกิน

Q : แล้วเวลาที่ขายดีสุดล่ะ ?
A : ช่วงที่ร้านขายดีสุดก็ช่วงเย็นๆ หลังจากเขากลับจากทำงานแล้วก็จะมาซื้ออาหารกับข้าวไปกินในห้องพักหรือซื้ออาหารสดไปทำกับข้าวในห้อง ช่วงเช้าก็ขายดีนะบางวัน กลางวันเงียบหน่อยมีแต่แม่บ้านที่เป็นคนแก่แม่ลูกอ่อน ผู้หญิงเขาก็ออกทำงานกันหมดบางทีสามสี่ทุ่มยังมีคนมาเคาะขอซื้อเบียร์อยู่เลย

Q : รู้สึกอย่างไรที่เราเปรียบเหมือน 7-11 ให้คนที่อาศัยในชุมชนได้พึ่งพิง ?
A: หนูก็ภูมิใจนะที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เหมือนเราพึ่งพาอาศัยดันเขาก็ไม่ต้องลำบากไปซื้อหนูก็ได้เงินค่าขายของ ยังเป็นที่พึ่งให้เซ็นก่อนได้ไม่เหมือน7-11ต้องจ่ายเลยบางคนเขาก็มีเงินไม่พอต้องเลี้ยงลูกหลายคน
Q : นิสัยของเขาเป็นอย่างไรหากสังเกตจากการกิน ?
A :จริงๆแล้วแรงงานต่างด้าวนี่ประหยัดกว่าคนไทยจากที่เจอมา เขาไม่กินสุรุ่ยสุร่ายใช้แต่ของที่จำเป็นอย่างเช่นตอนทำกับข้าวเนี่ยเขาก็ใส่หมูน้อยใส่ผักเยอะจะได้ประหยัดเงิน เพราะคนพวกนี้เขาต้องเก็บเงินไปทำบัตรสีม่วงราคาค่อคนนี่14000 เลยนะต้องต่อบัตรทุก3เดือนด้วยเสียเงินอีกไม่งั้นไปไหนมาไหนไม่ได้โดนจับ

Q:  เคยคิดจะไปเปิดร้านที่อื่นที่ไม่ใช่ในแคมป์ที่พักก่อสร้างบ้างไหม ?
A : เปิดร้านที่นี่ดีกว่าเพราะเราไม่ต้องเหนื่อยขายไกล ที่นี่ค่าน้ำ-ค่าไฟก็ฟรีค่าที่ก็เสียน้อยอาศัยขยันขายหน่อยก็อยู่ได้แล้วการขายกำไรก็เรื่อยๆไม่เดือดร้อนจ่ะ

IMG_9149

Q: รู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนที่มีในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง ?
A: การมีโรงเรียนแบบนี้ก็ดีนะเด็กพวกนี้ได้เรียนภาษาไทยจำเป็นมากในการสื่อสารถ้าไม่รู้ภาษาจะซื้ออะไรกินก็ไม่ได้คุยกับใครไม่ได้ ไปไหนไม่ได้การรู้ภาษาช่วยลดปัญหาไปได้เยอะโรงเรียนทำให้เด็กอยากเรียนอยากพูดไทย สร้างความเอ็นระเบียบให้เด็ก ไม่งั้นเด็กๆน่าจะซนก่อกวนทั้งวันถ้าไม่มีโรงเรียน

Q: สุดท้ายหากที่นี่ต้องถูกรื้อไปจะทำอย่างไรต่อ ?
A : ถ้าหากแคมป์ต้องย้ายจะตามไปขายต่อที่ใหม่เพราะหนูก็ต้องย้ายตามพ่อไปที่ใหม่เหมือนแล้วเเต่เขาจะส่งไปที่ไหน เริ่มชอบการเปิดร้านขายของแล้วมีพี่สาวช่วยอีกคนเหนื่อยบ้างแต่ก็มีความสุข

นางสาว มธุรส ห้วยถ้ำ เจ้าของร้านขายของชำในแคมป์คนงาน อายุ 22 ปี

ข่าวการเมือง เปิดโปงขบวนการนำพาค้ามนุษย์ ทะลักชายแดนสังขละบุรี

Info-graphic Sangkhla

เผยจ่ายสองหมื่นไปได้ทั่วประเทศเป็นเหตุให้แรงงานทะลักเข้าฝั่งไทยกว่าปีละ50%ของทั้งหมด-ยันปัญหาไม่จบหากเจ้าหน้าที่ยังร่วมขบวนการ อบต.เชื่อค่านิยมใหม่คนแห่ทำงานนอกพื้นที่มากขึ้น ในขณะที่ ตม.รับมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับขบวนการจริง

สืบเนื่องจากกรณีที่ ผู้กำกับสภ.สังขละบุรีถูกสั่งย้ายฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่เนื่องจากอ.สังขละบุรีมีอาณาเขตติดกับชายแดนทั้ง4ทิศจึงทำให้เป็นพื้นที่กลุ่มเสี่ยงในการแสดงหาประโยชน์จากแรงงานที่ผิดกฎหมายหรือเข้าสู่การเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทยจนถูกปรับลดให้ไปอยู่ในบัญชี Tier 3  คือ ประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีการแก้ไขที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เทียบเท่ากับประเทศอย่าง คองโก ลิเบีย ปาปัวนิวกินี จนทำให้คสช.เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์ จึงได้กำหนดให้เป็นนโยบายที่ให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการตามมาตรการและแนวทางเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวลดลงและหมดไป โดยยึดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551เป็นสำคัญ

จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวในอำเภอสังขละบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อหาคำตอบในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในพื้นที่จนได้พบข้อมูลที่คาดไม่ถึง จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวถึงขบวนการและวิธีการลำเลียงขนย้ายแรงงานรวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อการค้ามนุษย์ออกจากพื้นที่สังขละบุรีไปสู่ปลายทางทั่วประเทศ คาดขบวนการเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับขบวนการขนของหนีภาษี รวมถึงการขนยาเสพติดที่เข้ามาในประเทศอีกด้วย

แหล่งข่าวนักพัฒนาระดับสูง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ตั้งแต่เด็กรู้เรื่องราวที่นี่เป็นอย่างดี เปิดเผยกับทีมข่าวว่า
ปัญหาการค้ามนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันยังเหมือนเดิม พื้นที่สังขละบุรีคือต้นทางของขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทย เส้นทางการนำพาของขบวนการค้ามนุษย์มีถึงสามเส้นทาง คือ ด่านเจดีย์สามองค์ ทุ่งใหญ่นเรศวร และ ทองผาภูมิ ซึ่งเริ่มมากจากฝั่งพม่าฝั่งพญาตองซู ในแต่ละปีมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปนอกพื้นที่มากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรในพื้นที่ ประชากรวัยแรงงานของชาวต่างด้าวมักมองหาค่าแรงที่มากกว่าเดิม ส่วนการจะข้ามมามีนายหน้าไปรับมาจากบ้าน จัดหาคนโดยนายหน้าเข้าไปประกาศรับจ้างงานในชุมชน รวบรวมคนรวมกันไปขึ้นรถ คนที่เป็นนายหน้าคือรถกระบะวิ่งเมล์ เพราะในสังขละบุรีจะมีรถเมล์แบบโฟร์วีลวิ่งไปพม่าเพื่อขนถ่ายของกินของใช้ เข้า-ออกเป็นประจำ ค่าข้ามจากฝั่งพม่ามา 2500 บาทต่อคนและนายหน้าจะได้เที่ยวละ 1500บาท พอมาถึงที่ด่านข้ามแดน เช่น ด่านเจดีย์สามองค์ ค่าไปสถานที่ปลายทางอีก 7500 บาท เปลี่ยนรถเข้าไปสังขละบุรี ค่าเดินทางอีกคนละ 1500 บาท จากสังขละบุรีไปตัวเมืองกาญจนบุรี อีก 4500 บาท จากเมืองกาญจน์ไปสถานที่ปลายทางอีก 1500 บาท รวมแล้วจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20000 บาท สำหรับการไปสู่จุดหมายปลายทางทั่วประเทศ ส่วนด้านคนที่ขับรถได้เที่ยวละ 5500 บาท ทั้งนี้กระบวนการในการเคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ ในแต่ละด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีราคา 10000-20000 บาท ต่อด่าน ซึ่งการจ่ายเงินให้ตำรวจ เรียกว่าการเคลียร์ด่าน ด่านไหนสามารถเลี่ยงได้จะเลือกเลี่ยงเส้นทางไป อย่างไรก็ตามที่น่าสังเกต เพราะชาวบ้านธรรมดาในพื้นที่สังขละบุรี ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เมื่อเช้านี้ก็สังเกตเห็นรถขนคนเคลื่อนย้ายไปขบวนหนึ่ง ส่วนคนที่โดนจับเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยไม่ได้มากับขบวนการ จะโดนเรียกค่าประกันตัวที่สูงมากจนไม่สามารถจ่ายได้

แหล่งข่าวนักพัฒนาระดับสูง กล่าวต่อว่า  การจัดขบวนจะเริ่มจากกลางป่าหรือที่ลับตาคน ต้อนมาขึ้นรถตู้ที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยมีรถนำหน้าที่เรียกว่า” รถกระเป๋า” นำหน้าขบวนเพื่อเคลียร์ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางให้ขบวน และรถปิดท้ายขบวนอีกคัน คาดว่าในรถกระเป๋ามีเงินเกือบหนึ่งล้านบาทต่อ1เที่ยวในการเคลียร์ด่านตรวจตลอดเส้นทาง หากมีด่านตรวจเจรจาไม่ได้ก็จะต้องแหกด่าน แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาวิ่งรถกลางวันกันมากขึ้นเนื่องจากด่านตรวจมีจำนวนน้อยกว่าเวลากลางคืน จุดยุทธศาสตร์ของขบวนการนี้คือชายแดนในพื้นที่บางพื้นที่ไม่มีเขตกั้นแดนที่กำหนดโดยรัฐบาลเช่น ทุ่งนา หรือรอยต่อระหว่างหมู่บ้าน แต่เส้นทางของขบวนการคือ เส้นทางเจดีย์สามองค์และทุ่งใหญ่นเรศวรนอกจากนี้ยังมีเส้นมีทางธรรมชาติและ ทางลับที่รถยนต์สามารถเข้า-ออกได้โดยเป็นที่รู้กันแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจและขบวนการ

เมื่อถูกถามถึงผู้บงการของขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่สังขละบุรี แหล่งข่าวนักพัฒนาระดับสูงอ้างว่า
ในขบวนการนี้มีส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของทางเจ้าหน้าที่ภาครัฐโดยเฉพาะระบบราชการที่ทำงานกันอย่างเป็นเครือข่าย เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมาย นอกจากนี้ยังยอมรับว่าโครงการต่างๆที่มียังไม่สามารถหยุดขบวนการได้หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่หยุดดำเนินการเสียเอง ในขณะเดียวกันพื้นที่สังขละบุรีคือแหล่งอิทธิพลของคนหลายกลุ่ม จึงไม่มีใครกล้าเปิดเผยเรื่องราวอย่างจริงจังเนื่องจากก่อนหน้านี้ใครเปิดเผยก็จะหายตัวไปจากหมู่บ้าน นอกจากนั้นยังมีคำกล่าวว่า ข้าราชการคนใดที่อยากรวยต้องมาที่สังขละบุรีข้าราชการต่างก็ต้องการโยกย้ายมาทำงานในพื้นที่อิทธิพลแห่งนี้ ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เหตุใดด่านตรวจของตำรวจจึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด นายจ่าตำรวจหลายคนมีรถกระบะใช้มากกว่า 3 คัน ประชาชนไม่สามารถหาคำตอบได้เพราะไม่มีผู้ใดบอกข้อมูลที่เป็นจริง อย่างไรก็ตามระบบการทำงานของประเทศยังเอื้อประโยชน์โดยสายข้าราชการโยงกันเป็นทอด คนขับรถเคลื่อนย้ายก็เป็นเจ้าหน้าที่ คนที่ตั้งด่านตรวจก็เป็นเพื่อนคนขับรถเคลื่อนย้าย มีการโทรติดต่อกันเปิดเส้นทางกัน ในส่วนของโครงการต่างเช่นส่วนของ อบต.หรือภาครัฐยังคงไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมไม่มีใครกล้าทำจริง เพราะระยะทางจากสังขละบุรีเข้าเมืองไปเป็นป่ารกทึบสองข้างทาง เป็นการง่ายที่จะถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืนจากข้างทาง ซึ่งกรณีแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเพื่อนของตน ซึ่งเป็นปกติของพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศที่เต็มไปด้วยอิทธิพลและผลประโยชน์”
จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวบริเวณพื้นที่ด่านข้ามแดนเจดีย์สามองค์ไปตัวเมืองสังขละบุรีระยะทาง 15 กิโลเมตร ก็พบกับด่านตรวจของตำรวจและทหารตลอดเส้นทางถึง 7 ด่าน
เมื่อเอ่ยถึงทางออกของเรื่องขบวนการที่มีอิทธิพลในการค้ามนุษย์บนพื้นที่ต้นทางนี้ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศที่ต่างชาติให้ความสนใจอย่างมากจนเคยเป็นกรณีพิพาทกันมาแล้วก่อนหน้านี้สำหรับขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทย
แหล่งข่าวนักพัฒนาระดับสูงกล่าวว่า คงจะยังมองหาแสงสว่างต่อไปเนื่องจาก ปัญหานี้เกิดจากคนในภาครัฐเองเป็นเรื่องใหญ่ที่ชาวบ้านสังขละบุรีธรรมดาทำไมได้ รูปแบบของการคอรัปชั่นในปัจจุบันมีการทำกันลงมาตั้งแต่ ผู้ว่าจังหวัด ลงไป ผู้การจังหวัดและผู้กำกับในแต่ละอำเภอ โดยเฉพาะ อำเภอ สังขละบุรี ทองผาภูมิและไทรโยค สามพื้นที่นี้คือจุดยุทธศาสตร์เส้นทางหลักในการขนย้ายแรงออกนอกจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อมีการเกี่ยวโยงกันของผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้การและผู้กำกับจึงกลายเป็นการสั่งการ เช่น ชุดนี้ดูให้ด้วย ชุดนี้คุ้มกันด้วย ทำให้สามารถผ่านด่านได้ตลอดเส้นทาง ทำให้ขบวนการเหล่านี้ยังคงลอยนวลและทำงานกันอย่างสะดวกสบาย สามารถสังเกตได้จากบ้านของอดีตผู้การและผู้กำกับในพื้นที่ยุทธศาสตร์นั้น ล้วนใหญ่โตทั้งสิ้น ทั้งยังมีธุรกิจอีกมากมายซึ่งชาวบ้านต่างกันอยู่แล้วเสมือนกับรู้ว่าในตลาดสดมีอะไรขายบ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดอยากเข้าไปยุ่งด้วย

ส่วนทางด้านภาคองค์กรท้องถิ่นอย่าง องค์การบริหารส่วนตำบล หนองลู อำเภอสังขละบุรี นาง อารีย์ จุลวัน คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิระหว่างตำบล ซึ่งดูแลเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เปิดเผยว่า
ปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทางด้าน อบต.ก็มีนโยบายป้องกันและดูแลร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพให้ทำกิน เพราะที่นี่มีค่านิยมไปทำงานในเมืองทำให้ประชากรวัยแรงงานที่นี่มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับคนแก่และเด็กเล็ก ทำให้เป็นเป้าหมายของขบวนการค้ามนุษย์ได้ง่ายส่วนตัวไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนผลประโยชน์ต่อขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความร่วมมืออย่างดีเสมอมาในการประชุมรวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย ทางส่วนที่ตนดูแลเองได้มีการส่งเสริมอาชีพ เช่น การฝึกให้นวดแผนไทยบริการนักท่องเที่ยว ที่ด่านเจดีย์สามองค์ หรือการสอนผู้ชายซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการประกอบอาชีพทำกิน ทั้งยังส่งเสริมโครงการให้เยาวชนมีการศึกษาเรียนฟรีในการประกอบอาชีพต่อไป นอกจากนี้ภาคองค์กรท้องถิ่นยังมีการร่วมกันกับภาคีเครือข่ายของมูลนิธิและนักพัฒนาต่างๆ มีการประชุมหาต้นเหตุของการค้ามนุษย์จนไปถึงวิธีนิดแนวทางแก้ไข กันอย่างต่อเนื่อง

sub
(ขอบคุณภาพจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดกาญจนบุรี)

ทางด้าน นาย รณฐกฤษ สืบชมภู หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองสิทธิ เเห่งมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตเเรงงาน กล่าวถึงขบวนการค้ามนุษย์การเคลื่อนย้ายเเรงงานในพื้นที่ต้นทางของการนำพาที่สังขละบุรี ว่า
ที่นี่เป็นต้นทางของขบวนการในกาบกระจายเเรงงานไปจุดหมายในประเทศไทย แรงงานค้ามนุษย์ที่ถูกจับกุมและช่วยเหลือได้ในประเทศส่วนใหญ่มาจากพื้นที่สังขละบุรี เริ่มต้นที่ฝั่งพม่าในพื้นที่ พญาตองอูที่มีชายเเดนติดกับอำเภอสังขละบุรี บริเวณป่าใกล้กับ ตำรวจตระเวนชายมดนของพม่าเป็นจุดพักคนจุดเเรกคล้ายจุดรวมพล จากจุดนี้เเรงงานจะเดินลัดเลาะเขาไปตามตะเข็บชายเเดน มากกว่า5 กิโลเมตร เพื่อเข้ามาทางป่าฝั่งไทย จากนั้นเดินเท้าในฝั่งไทยอีก 5 ชั่วโมงเพื่อไปโดยสารทางน้ำคือขึ้นเรือเเจว พายไปอีก4ชั่วโมงข้ามเขื่อนบ้านแหลมหรือเขื่อนศรีนครินทร์ พื้นที่ระบุได้ไม่แน่ชัด จากนั้นไปขึ้นฝั่งกลางป่าสู่จุดสต็อปที่สอง ที่นี่มีรถตู้จัดขบวนเตรียมพร้อม จะมีการเเบ่งกลุ่มเเรงงานโดยการผูกข้อมือสีต่างๆ สีคือจุดหมายปลายทางที่จะไป เช่น สีเเดงไปมหาชัย สีเขียวไปกรุงเทพ สีฟ้าไปปัตตานี ชลบุาี เป็นต้น โดยร้อยละ70 ของเเรงงานที่ลงเรือล้วนถูกหลอกมาของขบวนการ รวมเเล้วมีนายหน้าอยู่ 3 ช่วง 1 นานหน้าต้นทางคือจัดหารวบรวมเเรงงานจากฝั่งพม่า 2 นายหน้าระหว่างทาง คือ การดูแลเรื่องเดินเท้า-ลงเรือรวมถึงประจำจุดพักคนทั้ง2จุด 3 นายหน้าปลายทาง คือ จัดหางานเมื่อเเรงงานไปถึงที่หมาย

เมื่อถูกถามถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจมีส่วนพัวพันกับปัญหาที่ นาย รณฐกฤษ สืบชมภู เปิดเผย
“มีขบวนการอิทธิพล ตำรวจจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นก็พูดยาก เพราะรถตู้คันนึงอัดกันไป 20 คน จะผ่านด่านที่มีเยอะมากได้อย่างไรจนไปถึงพื้นที่ปลายทาง อาจการเคลียร์เปิดทางกัน ตำรวจนั้น ก็ต้องยอมรับว่าในทุกวงการมีทั้งคนดีและไม่ดี ปัญหาคอรัปชั่นที่มีทุกวงการ ซึ่งที่ผ่านมาเราพบว่าการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางพื้นที่ และบางคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานบริการทำให้เกิดอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา ส่วนทางด้านมูลนิธิของเรามีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยในสังขละบุรี เน้นที่การดูแลเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของขบวนการโดยการรณรงค์เเละป้องกัน อีกทั้งการให้ความรู้กับเด็กเรื่องการเอาตัวรอดจากภัยอันตรายต่างๆรวมทั้งสอนทักษะการใช้ชีวิตในการอยู่ร่วมกันเพราะในสังขละบุรีประกอบด้วยหลากชาติพันธ์ ผลออกมาดีครับ ได้เสียงตอบรับที่ดีจากเด็กๆ ผู้ปกครองก็ตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น ในอนาคตเราจะส่งเสริมอาชีพให้พวกเขาอยู่ได้เองบนเเผ่นดินเกิดของพวกเขาที่นี่ นอกจากนั้น ทางมูลนิธิยังร่วมมือกับเครือข่าย คณะคุ้มครองสิทธิระดับตำบล นักพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงภาครัฐ มีการประชุมเเละแลกเปลี่ยนนโยบายกันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย”
ในขณะเดียวกันด้านภาครัฐอย่างฝ่ายงานตรวจคนเข้าเมืองประจำอำเภอสังขละบุรี ร้อยตำรวจตรี วิธูรย์ ทับเพิง บก.ตม.3 ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
ในปัจจุบันขบวนการค้ามนุษย์ก็ยังมีให้เห็นอยู่ ​ เมื่อธุรกิจการค้ามนุษย์สร้างรายได้เยอะมากให้กับขบวนการธุรกิจผิดกฎหมาย  จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เจ้าหน้าที่จะสามารถเข้าถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หรือปราบปรามได้สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เพราะนอกจากลักษณะขององค์กรที่ค่อนข้างลึกลับ มีความเข้มแข็งของกระบวนการแล้ว มีแผนลักลอบนำเข้าเหยื่อให้ซับซ้อนมากกว่าเดิม ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหา แต่ยอมรับว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่บางคนยังมีทัศนคติไม่ดี และไม่ความเข้าใจที่ชัดเจน ต่อการแก้ปัญหานี้ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากขบวนการนี้ด้วย ยิ่งทำให้การป้องกันและปราบปรามขบวนการนี้เป็นไปได้ยากขึ้น จากกรณีที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ ผู้กำกับสังขละบุรีถูกโดนย้ายไปเนื่องจากเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ ช่วงนี้ทางผู้ใหญ่กำชับว่าหากพบมีการปล่อยปละละเลยการทำหน้าที่หรือมีหน่วยงานอื่นทราบถึงปัญหาในพื้นที่แล้วเข้ามาจับกุมเอง เจ้าหน้าที่จะโดนคาดโทษไปจนถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาดแต่ในปัจจุบันหลัง คสช.มีกฎอัยการศึกในพื้นที่ ทหารก็กลายเป็นมีอำนาจในหลายๆเรื่อง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่มีสิทธิ  โดนลดหน้าที่ในการทำงานลงไม่มีเสถียรภาพในการทำงานเหมือนเมื่อก่อน ส่วนนโยบายที่ให้ความสำคัญขณะนี้คือ การเคลื่อนย้ายแรงงาน ปัญหาแนวชายแดนด้านการค้าและยาเสพติด

เรื่อง : ทศพล หงษ์ทอง