Asean’s Condom King

คอนดอมคิงส์อาเซียน 

ไม่ใช่แค่เฉพาะในอาเซียนแต่ Goh Siang (โก๊ะห์ เซียง) ได้รับการยกย่องให้เป็นคอนดอมคิงส์ของโลก ด้วยการบริหารธุรกิจที่เขาเชื่อว่ามิใช่แค่การขายสินค้าแต่เป็นการมอบความปลอดภัยให้กับชีวิตและอนาคตของลูกค้าอีกด้วย เพราะความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา บริษัทKarex Industries Sdn Bhd ส่งมอบความสุขให้ผู้คนกว่าปีละ 6 พันล้านชิ้น ถือเป็นเจ้าของกิจการถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ถือครองสัดส่วนตลาดถึง 1 ใน 5 หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคถุงยางอนามัยของโ,กซึ่งตกอยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านชิ้นต่อปี แคเร็กซ์ขายสินค้าในกว่า 220 ประเทศทั่วโลกครอบคลุมแบรนด์ที่รู้จักกันดีทั่วโลกอย่าง Durex และ Lifestyleนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจการที่มีดีมานต์ไม่สิ้นสุดจากจำนวนประชากรโลกกว่า 2.7 พันล้านคน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.6% หรือคิดเป็น 270 ล้านคนต่อปี แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวแต่กิจกรรมความสัมพันธ์บนเตียงของคู่รักมิได้ลดลงตามตัวเลขเศรษฐกิจอีกทั้งความต้องการดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคต้องการหาทางออกให้กับความเครียดจากพิษเศรษฐกิจ ประกอบกับค่านิยมยุคใหม่ที่เปิดกว้างเรื่องทางเพศมากขึ้นรวมถึงนโยบายควบคุมกำเนิดของรัฐบาลแต่ละประเทศและมาตรการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญอย่างเอดส์และไวรัสซิก้ายิ่งส่งผลให้แคเร็กซ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งรายได้และยอดขายทั่วโลก

 1ea6

ย้อนกลับไปเมื่อปี1988 คุณปู่ของเขาเก็บเงินสะสมตลอดชีวิตเริ่มต้นกิจการแปรรูปยางพาราซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของมาเลเซียและใช้เวลาเพียง 4-5 ปี จึงค้นพบผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาและตระกูลไปตลอดกาล ในช่วงเวลาดังกล่าวแคเร็กซ์ได้ออกสินค้าใหม่มากมายเพื่อยึดหัวหาดมาเลเซีย ต่อมาโอกาสทางธุรกิจของแคเร็กซ์ก็สดใสมากขึ้นภายหลังจากองค์การสหประชาชาติและองค์กรอนามัยโลกอย่าง WHO ระดมรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ส่งผลให้ยอดขายถุงยางอนามัยทั่วโลกโตอย่างก้าวกระโดดจนชื่อของผู้รับไม้ต่ออย่าง Goh Siang (โก๊ะห์ เซียง)ถูกยกให้ขึ้นแท่นเป็นราชาถุงยางอนามัยของโลก

ในวัยเด็กผมมักจะเลี่ยงเสมอเมื่อเพื่อนๆถามถึงธุรกิจครอบครัว โดยผมบอกเพียงแค่ว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราและหวังว่าเพื่อนจะไม่ถามอะไรไปลึกกว่านั้นนายโก๊ะห์เล่าให้ฟังว่าเขามักจะปกปิดเรื่องกิจการถุงยางอนามัยตลอดมาด้วยความอับอายสมัยยังเด็ก ทว่าปัจจุบันความอายดังกล่าวถูกลบล้างด้วยความสำเร็จและชื่อเสียงที่ถูกจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 48 ของมาเลเซียด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 7.1 พันล้านบาท ปัจจุบันแคเร็กซ์มีโรงงานทั้งสิ้น 4 แห่งกระจายตัวอยู่ในมาเลเซียและตั้งอยู่ในจังหวัดหาดใหญ่อีก 1 แห่ง ทุกโรงงานถูกอัพเกรดเทคโนโลยีในการผลิตถุงยางอนามัยขั้นสูง ด้วยนวัตกรรมสุขอนามัยและความรวดเร็วระดับโลก อีกทั้งกำไรของแคเร็กซ์ปีล่าสุดขยายตัวสูงถึง 69% เมื่อเทียบกับปี 2014 คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ราว 17% ส่วนด้านตัวเลขรายได้ปี2016 ขยายตัวถึง 15% โดยเฉพาะกำไรสุทธิเติบโตถึง 55% เมื่อเทียบกับปี 2015 จากความสำเร็จในการยึดครองตลาดหลัก ได้แก่ตลาดจีนและตลาดสหรัฐซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 1.7 พันล้านคน ควบคู่ไปกับยึดหัวหาดตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศบราซิลและไนจีเรีย

 BENCHMARK

ผู้บริโภคจำนวนมากกว่าครึ่งตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเพื่อป้องกันโลกติดต่อทางเพศสัมพันธ์ขณะที่ยังมีลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งทีเลือกบริโภคโดยใช้ความสุขเป็นเกณฑ์ ดังนั้นบริษัทจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับเทรนด์การบริโภค วัฒนธรรมและขนาดร่างกายของผู้คนแต่ละทวีป” Goh Siang (โก๊ะห์ เซียง) กล่าว

ดูด้วยเหตุนี้ยุทธศาสตร์ของแคเร็กซ์จึงเน้นออกผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเน้นสีสันมากขึ้นแบบ pop cultureครอบคลุมรูปแบบที่หลากหลายและมีให้เลือกมากกว่า 92 ไซส์ ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นสร้างสรรค์ความสุขที่หลาก อาทิ กลิ่นทุเรียน กลิ่นบลูเบอร์รี่ กลิ่นสัปปะรด กลิ่นชอคโกแล็ต กลิ่นหัวหอม รวมถึงกลิ่นที่ให้ความผ่อนคลายอย่างอโรมาแอนด์สปา สอดรับกับค่านิยมของสังคมโลกที่เปิดรับเรื่องเพศมากขึ้นจนทำให้รสนิยมการเลือกซื้อถุงยางถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกันได้อย่างง่ายดายโดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากความปลอดภัยและความสุขส่วนตัว นอกจากนี้ในปี 2017 ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างถุงยางอนามัยเรืองแสงคล้ายซึ่งเลียนแบบแนวคิดมาจากดาบไลท์เซเบอร์ในภาพยนตร์สตาร์วอร์ ควบคู่ไปกับปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างถุงยางพอลิสไตรีน ซึ่งผลิตมาจากพลาสติกสไตรีนมอนอเมอร์ที่ให้สัมผัสแนบแน่นด้วยคุณสมบัติบางกว่าถุงยางขนาด 0.01 มิลลิเมตรและทนทานมากกว่า  รวมถึงการเพิ่มนวัตกรรมปุ่มรูปแบบใหม่เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่า หวังมัดใจลูกค้าตลาดหลักในโซนยุโรป

นาย Goh Siang (โก๊ะห์ เซียง) ได้กล่าวถึงศักยภาพของตลาดอาเซียนไว้ว่า แคเร็กซ์วางแผนขยายฐานตลาดในอาเซียนให้มากขึ้นเพื่อรองรับศักยภาพของภูมิภาคซึ่งเต็มไปด้วยประชากรวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามขนาดของเศรษฐกิจและจำนวนประชากรโดยเฉพาะตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 300 ล้านคนและกว่าร้อยละ 35 เป็นกลุ่มเป้าหมายของแคเร็กซ์ สอดคล้องกับสถิติซึ่งระบุว่าชาวอินโดนีเซียมีความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์สูงที่สุดในทวีปเอเชียแบ่งเป็น เพศชาย9.8 ครั้งต่อเดือนและเพศหญิง 8.7 ครั้งต่อเดือน ร่วมกับเข้าเทคโอเวอร์บริษัทถุงยางอนามัยใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษอย่างPasante Healthcare Limited เปิดประตูปล่อยสินค้าไหลเข้าสู่ประเทศกำลังซื้อในโซนสหราชอาณาจักรและยุโรปหวังเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดโลก อย่างไรก็ตามยังต้องการเพิ่มยอดขายบริษัทลูกอย่างแบรนด์คาร์เร็กซ์ที่ยึดครองตลาดตะวันออกกลางรวมถึงแบรนด์คิวปิดทซึ่งถือครองตลาดทวีปแอฟริกาด้วยยอดขายต่อปี 465 ล้านชิ้น

สุดท้ายแคเร็กซ์ได้ตั้งความหวังการขยายตัวของธุรกิจระยะยาวไว้กับตลาดออนไลน์และระบบอีคอมเมิร์ซซึ่งจะเปิดโอกาสเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าตอบสนองเทรนด์การซื้อของลูกค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังหวังกระตุ้นยอดขายการสั่งซื้อจากทั่วโลกที่สามารถเข้ามาเลือกชมและเฟ้นหารูปแบบสินค้าที่ตรงกับความต้องการเนื่องจากสินค้าที่มีกว่าหลายร้อยรูปแบบนั้นไม่สามารถวางจำหน่ายได้ทั้งหมดในร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า ตอบสนองความต้องการบริโภคที่คาดว่ายอดขายถุงยางอนามัยมีแนวโน้มจะพุ่งสูงถึง 4.4 หมื่นล้านชิ้นในปี 2020 หรือขยายตัวเกือบ 50% จากปัจจุบันซึ่งดีมานต์อยู่ที่ 3 หมื่นชิ้นต่อปี โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วอัตราการใช้ถุงยางอนามัยนั้นสูงถึง 19.4%

g3

อาเซียนสวรรค์ของการเลี่ยงภาษี

Asean Tax Haven Paradise

1 (1)

หลังจากที่เงียบหายไปนานจากมหากาพย์ปานามาเปเปเปอร์ คำว่าเกาะฟอกเงินบูมในหน้าสื่ออาเซียนหลายสำนักอีกครั้ง เมื่ออินโดนีเซียจ่อจะตั้งเกาะบินตันและเกาะเรมปัง ซึ่งอยู่ห่างไปจากสิงคโปร์ราว 60 กิโลเมตรเป็นสวรรค์หลบเลี่ยงภาษีแห่งใหม่ในอาเซียน อันที่จริงเกาะเลี่ยงภาษีหรือบริษัทนอกอาณาเขต (offshore company) ไม่ใช่เรื่องใหม่ของอาเซียน เพราะภูมิภาคแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งปลายทางของสวรรค์เลี่ยงภาษีมานานแล้ว เกาะฟอกเงินเและบริษัทเหล่านี้เป็นดินแดนพิเศษปกครองด้วยกฎหมายของตัวเองมาพร้อมกับรัฐบาลที่ปกปิดความลับของบริษัทอย่างเต็มที่ไร้การแทรกแซงจากโลกภายนอก ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มมหาเศรษฐีและมหาโจรที่ต้องเล่นแร่แปรธาตุทั้งเก็บซ่อนการตรวจสอบ ทั้งฟอกเงินและหลีกเลี่ยงภาษี ไร้เจ้าของ ไร้ผู้บริหาร ไร้หุ้นผู้ถือหุ้น คนตั้งบริษัทไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเหยียบแผ่นดินเลยด้วยซ้ำ เพราะระบบธุรกรรมการเงินดิจิทัลเสกให้ได้โดยไม่ต้องขนเงินสดมาสักบาทเดียว ทุกอย่างสั่งงานข้ามโลกกันได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง จนในที่สุดมีการคาดคะเนว่าเงินสีเทาตามเกาะและบริษัทเหล่านั้นทั่วโลกรวมกันมากถึง 7ล้านล้านบาท (2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) 
 
เริ่มต้นที่สิงคโปร์ที่ถูกยกให้ติดท็อป 5 สวรรค์เลี่ยงภาษีของโลกจากอัตราภาษีที่16-18% โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีจากการขายหลักทรัพย์ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นคึกคักอย่างไม่ต้องสงสัยจนแดนลอดช่องติดอันดับประเทศร่ำรวยของโลกดด้วยรายได้เฉลี่ยปีละ 2.9ล้านบาทต่อคน ทั้งยังกลายเป็นเกทเวย์ของนักลงทุนที่มองหาสวรรค์เลี่ยงภาษีในตลาดเกิดใหม่อย่างอาเซียน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่พัฒนาธุรกรรมดิจิทัลและฟินเท็คจนดีแตะอันดับโลก 
 
ไม่ไกลกันมากนักบนเกาะลาบวนของประเทศมาเลเซียที่มีอัตราภาษีเพียง 3% ซึ่งมาพร้อมกับแหล่งขุดน้ำมันมหาศาลรอบเกาะ จนทำให้มหาเศรษฐีที่หลบเงินไว้ในสวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์กและลิกเตนสไตน์ เปลี่ยนใจเข้ามาลงทุนบนเกาะแห่งนี้ จากการเปิดเผยของนายโมฮัมเหม็ด ราซิฟ อธิบดีของบริษัทการเงินบนเกาะลาบวน “กว่าร้อยละ 60ของบริษัทที่หลบเลี่ยงภาษีในเอเซียเปิดสำนักงานที่เกาะแห่งนี้และ1ใน3ของทั้งหมดนั้นไหลมาจากสิงคโปร์และฮ่องกง นอกจากนี้บนเกาะแห่งนี้ยังมีไฟแนนเชี่ยลปาร์คทันสมัยเพื่อรองรับธนาคารนอกอาณาเขตหลายแห่งซึ่งเปิดเพื่อบริการกิจการกว่า 3000 บริษัทบนเกาะ อย่างไรก็ตามการตั้งบริษัทบนเกาะแห่งนี้นั้นใช้เวลาดำเนินการเพียง 2 วันก็เปิดได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นแม้แต่รายเดียว”
11
 
กลับมาที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ด้านนายลูฮัท บันไจตัน รัฐมนตรีความร่วมมือกิจการทางทะเลอินโดนีเซีย กล่าวว่าการตั้งเกาะเลี่ยงภาษีเป็นการสนับสนุนให้เงินที่อยู่ในกระบวนการนิรโทษกรรทางภาษีไม่ไหลออกนอกประเทศ ตลอดจนง่ายต่อการดึงนักลงทุนจากยุโรปเข้ามาอีกด้วย สอดคล้องกับประธานาธิบดี โจโกวิโดโด ของอินโดนีเซียที่เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้เพื่อตั้งสวรรค์เลี่ยงภาษีในอินโดนีเซียซึ่งจะเสนออัตราภาษีที่ต่ำกว่าที่อื่นในภูมิภาค พร้อมปรับลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 17% เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์
 
อย่างไรก็ตามนักลงทุนหลายคนคงนึกไม่ถึงว่าประเทศบรูไน ดารุสซาลาม เป็นอีกสวรรค์ปลอดภาษีของอาเซียนจากนโยบายของรัฐบาลที่ยกเว้นภาษีทั้งควบส่วนบุคคลและนิติบุคคล มาพร้อมกับการยกเว้นภาษีการขายหลักทรัพย์ จึงไม่ยากเลยที่จะทำให้เหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลกหอบเงินเข้าไปพักในบริษัทนอกอาณาเขตที่ตั้งขึ้นมากมาย
 
ปิดทริปกันที่ฮ่องกงเขตปกครองพิเศษที่มีชายแดนติดกับจีนผสมกับกลิ่นอารยธรรมการลงทุนของสหราชอาณาจักรที่ครอบงำพื้นที่แห่งนี้มาอย่างยาวนาน บริษัทนอกอาณาเขตปลอดภาษีเกิดขึ้นมากมายหลังฮ่องกงถูกยกให้เป็นเขตปกครองพิเศษที่มีกฏหมายและสกุลเงินเป็นของตัวเอง เอื้อให้การเนรมิตบริษัทขึ้นในเกาะฮ่องกงเป็นเรื่องง่ายดาย จากการเปิดเผยของปานามาเปเปอร์ระบุว่า บริษัทนอกอาณาเขตฮ่องกงมีมากกว่า 26,000 บริษัท ติด 1 ใน 3 คิดเป็นเกือบ 10% ของบริษัททั่วโลกที่มีทั้งหมด 3.66แสนบริษัท ซึ่งมีบางบริษัทที่เกี่ยวพันกับซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอย่างเฉินหลงและนายหลี่ เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกว่า 3ใน 4 ของบริษัทนอกอาณาเขตในฮ่องกงไหลมาจากสวรรค์เลี่ยงภาษีบนหมู่เกาะเคย์แมนและเบอร์มิวด้า
 
สุดท้ายการหลีกเลี่ยงภาษีนั้นไม่ต่างจากวายร้ายที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในอาเซียนออกห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ อันที่จริงแล้วมีประชากรอีกหลายร้อยล้านคนในอาเซียนที่ใช้ชีวิตด้วยเงินต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน จากการศึกษาพบว่าประชากรอาเซียนราวร้อยละ 60 ไร้ทางเลือกในชีวิตโดยเฉพาะแรงงานและเกษตรกรที่ถูกผลักให้อยู่ข้างหลังของเคิร์ฟอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอันสวยหรูต้องติดกับดักอยู่กับความยากจน คงเป็นการซ้ำเติมกันเกินไปถ้าภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้นต้องถูกละลายหายไปอย่างลึกลับบนเกาะสวรรค์หรือบริษัทนอกอาณาเขตสักที่หนึ่งในโลก
1

ราชาเสต็มเซลล์อาเซียน

” เพราะชีวิตมีค่าเสมอ” เป็นวลีสั้นๆที่เต็มไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่ของการมีชีวิต เชื่อได้ว่ามนุษย์ทุกคนยอมจ่ายโดยไม่เกี่ยงราคาหากมันนำมาซึ่งการรักษาหรือต่อชีวิต โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวของชาวอาเซียนที่มีหัวจิตหัวใจละเอียดอ่อนกว่าชนชาติใดๆในโลก ต้องให้เครดิตวิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริงจนกลายเป็นหนึ่งในกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียนภายใต้แนวคิดธุรกิจ “ธนาคารเสต็มเซลล์

1.jpg

Cordlife เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการเก็บรักษาสเต็มเซลล์ที่อยู่ในเลือดของสายสะดือของทารกหลังคลอด เพื่อเก็บไว้นำไปใช้รักษาคนในครอบครัว โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมอย่างเช่น ธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย โรคลูคีเมียและโรคมะเร็งของเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ยังทำธุรกิจขสินค้าและบริการสาธารณะสุขสำหรับแม่และเด็กอีกด้วย อย่างไรก็ตามด้วยวิทยาการอันล้ำสมัยทางการแพทย์ที่เข้ามาทำตลาดในภูมิภาคที่่เต็มไปด้วยประเทศโลกที่สามอย่างอาเซียน ทำให้ เจเรมี่ ยี (Jeremy Yee) แทบจะเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวในอาเซียนซึ่งสามารถขยายอาณาจักรของเขาได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ Cordlife ครองตลาดในบ้านเกิดอย่างสิงคโปร์ได้ 70% จึงเริ่มรุกตลาดอาเซียนด้วยการเข้าไปยึดหัวหาดตลาดในมาเลเซียได้มากถึง 65% ตามมาด้วยดารขยายตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้เล่นรายเดียวในประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งนึงของอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ชาวอิเหนาน่าจะให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่พวกเขาในการเล่นกับตลาดที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ จนกลายเป็นที่มาของการขยายธุรกิจล่าสุดที่พุ่งเป้าหมายไปยังประเทศอินเดียและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งแผนของการขยายตลาดอันน่าทึ่งนี้ต้องยกเครดิตให้หัวเรือใหญ่อย่าง เจเรมี่ ยี เพราะเขาสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอินเดียได้มากถึง 39% ตั้งสาขาเข้าใน 42 เมือง จนทำให้ผลประกอบการของปีที่แล้วในอินเดียขยายตัวถึง 94%

ส่วนสาธารณะรัฐประชาชนจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุข เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กที่จะเติบโตได้มากถึง 3.5แสนล้านบาทในปี2020 ทำให้ Cordlife ยังมีเวลากระชับพื้นที่ตลาดแม่และเด็กได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันอัตราการเก็บสเต็มเซลล์ของประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ด้วยผลประกอบการของปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำให้เห็นการเติบโตของบริษัทภายใต้นายใหญ่อย่างเจเรมี่ จากการขยายตัวของมูลค่ารวมกว่า 17.3% รายได้ขยายตัวอีก 28.8% มาพร้อมกับกำไรหลังจากหักภาษีอีก 7.3% ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หาก Cordlife ไม่มีลูกค้า 1แสนคนและพนักงานอีก 700 คน ทั่วเอเซียอยู่ในกำมือ

3

อย่างไรก็ตาม เจเรมี่ ยี ไม่ลืมที่จะส่งเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อาณาจักรของเขาด้วยการร่วมขยายตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุขในประเทศจนสามารถสร้างมูลค่าให้กับเอสเอ็มอีได้มากถึง 9.5หมื่นล้านบาท สามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมจนสิงคโปร์ถูกยกให้เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณะสุขดีที่สุดในโลก ในทางกลับกันเขายังใช้กลยุทธ์สร้างความเข้มเเข็งจากภายในด้วยการทุ่มเงินลงทุนพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของเขาจะสามารถรับส่งข้อมูลและเชื่อมต่อลูกค้าได้ครอบคลุมทั้งทวีปเอเซีย ทั้งยังสามารถพัฒนาเสต็มเซลล์ให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย

“การเก็บเสต็มเซลล์ก็เหมือนกับการทำประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียให้กับคนในครอบครัว ในสิงคโปร์บริการเก็บสเต็มเซลล์บนระยะเวลา 21 ปี มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1.55แสนบาท ทว่าโอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว” นายเจเรมี่กล่าว

สุดท้ายต้องบอกเลยว่าความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Cordlife เริ่มต้นจากสตาร์ทอัพตัวเล็กๆเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จากไอเดียง่ายๆจากบริการธนาคารเลือดสำหรับเด็ก  ทว่าความทะเยอทะยานของเจเรมี่มีมากกว่านั้น หลังจากที่พบว่าชาวเอเซียชอบลงทุนเพื่อลูก ทำให้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเข้าหาลูกค้าคุณแม่กระเป๋าหนักเพื่อเสนอไอเดียเสต็มเซลล์ จนเขาสามารถเบนความสนใจให้ประชากรกว่า 22% ในประเทศหันมาใช้บริการเสต็มเซลล์ เชื่อได้ว่าว่าเรื่องนี้คงให้แรงบันดาลใจที่ดีสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นกิจการเพราะความสำเร็จอาจคล้ายการเก็บรักษาเสต็มเซลล์ตรงที่ “โอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว”

 

Cordlife2

 

(pic : forbes.com)

กลับมาแล้วจ้า! งาน Art box พร้อมของกินสุดฟิน !!

พบกับร้านต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมดอย่าง “Meeting Bar&Café

11.png
Art box กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จ จนได้รับขนานนามว่าเป็นงาน Flea Market ที่เจ๋งสุดในเมืองไทย การกลับมาครั้งนี้ยังคงคอนเซ็ปเดิมด้วยร้านค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์สีสันสบายตา ตอบสนองความต้องการคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง ด้วยบรรยากาศแบบช็อปเพลิน เดินชิว ฟังดนตรีสด เคล้ากลิ่นอายของอาหารเลิศรสแบบนานาชาติ พร้อมกับนิวโลเคชั่นเอาใจคนเมืองอย่างเอมควอเทียร์ ที่ห่างจากบีทีเอสพร้อม
10.jpg
แน่นอนว่ามาที่นี่ต้องไม่พลาดโซนของกิน ส่วนงาน ArtBox ครั้งนี้ ร้านอาหารดังหน้าเก่าของงานหลายร้านก็ยังอยู่กันครบ แต่ทว่าก็ยังมีบูธอาหารหน้าใหม่ที่น่าสนใจอีกหลายร้าน ขนมากันเป็นขโยงไว้คอยบริการนักชิมที่หลั่งไหลเข้ามา ส่วนในครั้งนี้พลาดไม่ได้เลยกับร้าน Meeting ล็อคที่ 85 เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับคนที่ชอบการกินเส้นเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยรสมือสุด Exclusive จากยอดเชฟจะทำให้คุณไม่ลืมชื่อร้านนี้ไปตลอดกาล
12.jpg

ซึ่งที่ร้านนี้เจ้าของร้านเขามีดีกรีเคยเป็นเชฟมือหนึ่งอยู่ในโรงแรมดังมาหลายแห่ง ซึ่งเราจะได้สัมผัสรสชาติแบบโรงแรม แบบราคาสบายกระเป๋า จนไม่ต้องสงสัยเลยว่าการคัดสรรค์วัตถุดิบต้องพิถีพิถันสุดๆ พร้อมด้วยสูตรการทำแบบต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมดที่ได้ร่ำเรียนมา จนสามารรังสรรค์อาหารอิตาเลี่ยนให้ไม่เลี่ยนแล้วถูกปากคนไทยได้ โดยเฉพาะการปรุงด้วยสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้กรรมวิธีการทำเส้น ด้วยเทคนิคพิเศษของทางร้าน ทำให้ได้เส้นที่เหนียวนุ่มพอดีคำ พร้อมด้วยท็อปปิ้งสดพิเศษที่ขนมาให้เลือกถึง 3 ชนิด อย่าง New Zealand Mussel, Arabilu Sausage, Premium Shimp
1117

8.jpg

คุณน็อต ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจว่าหน้าที่หลักของเชฟคือการทำหน้าที่ส่งต่อวัตถุดิบที่ดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจจากลูกค้า “ถ้าไม่อยากเสียเงินเพื่อชีวิตที่ไม่มีคุณค่า เราไม่ควรเสียเงินไปกับอาหารขยะที่ไม่มีคุณค่าเหมือนกัน”

สำหรับคนที่ชอบความเป็นรสชาติแบบต้นตำรับ พลาดไม่ได้กับ สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ ที่อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมชั้นดีตามสูตรของอิตาลี่ ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมที่ถูกปากคนไทย

3.jpg

และพลาดไมได้เลยกับ สปาเก็ตตี้โบลองเนส (สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อ) Spaghetti Bolognese ที่สุดแห่งพาสต้าจานคลาสสิก ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัย ด้วยความหอมของตัวซอสที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีความหวานของเนื้อที่เข้มข้น ตัดกับความเปรี้ยวเล็กน้อยจากมะเขือเทศทำให้รสชาติเข้ากันอย่างลงตัว
2.jpg

ตามมาด้วยสปาเก็ตตี้คาร์โบนารา พาสต้ายอดฮิต เส้นสปาเก็ตตี้นุ่มเคี้ยวหนึบเคล้าซอสครีมสีเหลืองทองสูตรพิเศษของร้าน เอาใจคนรักซอสครีม ด้วยกลิ่นหอมของซอสที่มีสูตรเฉพาะ จนทำให้คาร์โบนาร่าของร้านนี้เป็นอีกเมนูแสนเรียบง่ายที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

4

นอกจากสปาเก็ตตี้แล้ว ร้านนี้ยังมี Baked Spinach หรือผักโขมอบชีส ที่อุดมไปด้วยความเช้มช้นของชีสชั้นดีไว้ ด้วยความเหนียวนุ่มของชีสเคล้ากับความมันของไข่กุ้ง ทำให้ได้อรรถรสของความเป็นต้นตำรับอิตาเลี่ยนโฮมเมด แถมยังแบ่งกันกินกับเพื่อนๆได้อีกด้วย

5.jpg
6.jpg

ทั้งนี้ที่ร้าน “Meeting” แห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์ บริเวณตลาด ArtBox ใกล้สถานีบีทีเอสพร้อมพงษ์ อย่าลืมว่าร้านตั้งอยู่ที่ล็อค 85 โซนอาหาร หรือถ้าใครหาไม่เจอ โทร. 089-513-8949 หรือแอดไลน์มาสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/noddy.chill

13.jpg
1.jpg

ส่วนวิธีการเดินทางไปงานก็ง่ายมากๆ เลย เพียงแค่ลงรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ แล้วออกทางทางออกที่ 6 จากนั้นก็เดินตรงมาเรื่อยๆ อีกแค่ 100-200 เมตรก็ป้ายไฟใหญ่ๆ เขียนว่า Artbox
14

มะริด โอกาสทองของนักลงทุนไทย

Breathtaking-over-view-of-Pathaw-Island-at-Myeik

แลนด์บริดจ์เชื่อมต่อทะเลอันดามันและอ่าวไทยบริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นอีกเส้นทางสำคัญที่นักลงทุนในอาเซียนต้องขับตามองถึง ส่งผลให้โครงการพัฒนาเมืองมะริดเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาร์ หลังจากเปิดเมืองมะริดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปรียบได้กับขุมทรัพย์ในสายตานักลงทุน เนื่องจากยังมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอาเซียนได้ไม่ยาก ทั้งยังสามารถผลิตสัตว์น้ำได้ 1.34 แสนตันต่อปี ส่งออกมีมูลค่ารวม 1.85หมื่นล้านบาท (มูลค่าส่งออกอาหารทะเลไทยประมาณ 3หมื่นล้านบาท) และเป็นแหล่งป้อนวัตถุดิบที่สำคัญของไทยกว่าร้อยละ 80 ของสัตว์ประมงทั้งหมด จนหลายฝ่ายจับตามองเนื่องจากการพัฒนามะริดนั้นสามารถทำได้รวดเร็วกว่าโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

 

กระทั่งล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินทางไปจับมือสานสัมพันธไมตรีกับเมืองมะริด ตามแผนโรดโชว์การลงทุนชาติสมาชิกอาเซียน ความหวังของการลงทุนในเมืองมะริดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองมะริดถูกบรรจุในนโยบาย 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่เมียนมาร์ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ รวมทั้งอดีตพ่อเมืองประจวบฯยังมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันให้ด่านสิงขรกลายเป็นจุดผ่านแดนถาวรได้สำเร็จ หลังติดแค่เรื่องสำรวจสำรวจเขตแดน สอดรับกับประธานหอการค้าประจวบฯที่คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนจะไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 36,000 ล้านบาท หากเปิดเป็นด่านถาวรได้  ประกอบกับรัฐบาลเมียนมาร์มีนโยบายที่จะย้ายฐานการขนส่งและการค้าของเมืองมะริดจากปัจจุบันที่ส่งออกผ่านเกาะสองเข้าไทยที่ จ.ระนอง มาอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์แทน ซึ่งจะลดเวลาในการขนส่งเหลือไม่เกิน 7ชั่วโมง เข้าสู่กรุงเทพและมหาชัย ซึ่งสินค้าอุปโภคและบริโภคในเมืองมะริดกว่า 90% นำเข้าจากประเทศไทย

myy1

หลายบทสรุปและบทวิเคราะห์ของนักลงทุนในจังหวัดประจวบฯชี้ตรงกันว่าการค้าเมืองมะริดมีอนาคตที่สดใส แต่ติดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนทางหลวงจากด่านสิงขร-มะริด ที่ยังไม่แล้วเสร็จตลอดจนปัญหาด้านพลังงานเนื่องจากยังไม่มีโรงไฟฟ้าทำให้เอกชนต้องปั่นไฟเองส่งผลให้ราคาสินค้าในเมืองมะริดมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาร์เองก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งด้านพลังงานที่ให้เกาหลีมาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์บริเวณเมืองมะริด รวมถึงพัฒนาด้านการขนส่งทั้งลงทุนสถานีขนส่งและท่าเรือขนาดใหญ่ ทั้งยังปรับปรุงสนามบินและท่าเรือสะพานปลา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดใน 3 ปี โดยเฉพาะถนนเชื่อมต่อที่คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในต้นปีหน้าหลังก่อสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 135 กิโลเมตร จากทั้งหมด 180 กิโลเมตร ซึ่งฝ่ายไทยเองได้เตรียมที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ อาทิ จุดขนถ่ายสินค้าที่สถานีรถไฟหนองหิน ห่างจากด่านสิงขรประมาณ 10 กิโลเมตร การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกคลองวาฬ และท่าอากาศยานประจวบคีรีขันธ์ 

 

“ปีนี้เป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทย”

เป็นคำพูดคอนเฟิร์มจากอดีตพ่อเมืองประจวบฯ เนื่องจากเมียนมาร์แฮปปี้กับนักลงทุนไทยมากกว่าชาติอื่นๆ ประกอบกับการลุงทุนเริ่มตื่นตัวในเมืองมะริดจากนักลงทุนอาเซียนอย่าง ไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ที่เน้นด้านอสังหาริมทรัพย์และอาหารทะเล จีนถึงกับสร้างอุตสาหกรรมประมงแช่แข็งส่งกลับไปขายในประเทศ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวกำลังจะบูมในอีกไม่กี่ปี หลังจากขอขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเป็นชายฝั่งอันดามันที่มีแนวปะการังและสัตว์น้ำสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซียด้วยเกาะที่มีมากถึง 800 เกาะขนาดที่ว่าอันดามันของไทยยังชิดซ้าย

bimg_20150915144027

อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์แลนบริดจ์ยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าสำคัญของอาเซียนเนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิคที่เรือจากอินเดีย จีน และยุโรปสามารถเดินทางมาได้ เชื่อมต่อกับอ่าวไทยที่มีเส้นทางเลียบชายฝั่งด้านใต้ (Southern Coastal Subcorridor) เชื่อม ไทย-เวียดนาม-กัมพูชา ตรงกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่จะส่งเสริมการค้าชายฝั่งมากขึ้นรวมทั้งชายฝั่งดังกล่าวยังเชื่อมกับ เส้นทางสายกลาง (Central Subcorridor) เริ่มจากคุนหมิงแต่ไปสิ้นสุดที่ฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม โดยจะเชื่อมต่อกับทางหลวงสายเอเชีย A1 ที่วิ่งในทิศเหนือ-ใต้ของประเทศเวียดนามที่เมืองฮานอยและเส้นทางสายตะวันออก (Eastern Subcorridor) เริ่มจากเมืองหนานหนิง ในมณฑลกว่างสี (Guangxi) ของประเทศจีนมายังเมืองฮานอย โดยเลือกได้ว่าจะเป็นเส้นทางเลียบชายทะเล ทั้งยังมีการขนส่งไปยังมาเลเซียที่ทำอยู่แล้วอีกด้วย

 

 

“คำว่าแลนด์บริดจ์ยังมีเส้นทางเชื่อมทางน้ำอีกด้วย เส้นทางทะเลมะริด-แม่น้ำตะนาวศรี นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาการขนส่งทางราง-ทางบก ตลอดจนท่อส่งก๊าซและน้ำมันระหว่างกันได้อีกด้วย พาโอท็อไปแสดงสินค้าสามารถทำยอดได้ถึง 5ล้านบาทใน 4 วันทั้งที่ไปแค่ 40 ราย ทำให้เราเห็นแนวทางว่าถ้ามีสินค้าใหม่ไปนำเสมอมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมาก จากที่คาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าเมืองมะริดจะเติบโตกว่าเท่าตัว ทำให้ตอนนี้เป็นโอกาสของนักลงทุนต้องรีบเข้าไปกอบโกยกำไรในมะริด” เป็นอีกความมั่นใจที่นายวีระ ศรีวัฒนตระกูล นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุน ประจวบฯ-มะริด ฝากไปถึงนักลงทุนที่กำลังสนใจไปขุดทองในขุมทรัพย์ดังกล่าว

img-01-large

myy2

“ภาษาไทย” ตั๋วของการยกระดับชีวิตเด็กต่างด้าว

เป็นที่รู้กันดีว่า ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดหมายที่ต้องการประกอบกับในความเป็นจริงคนต่างด้าวที่ไม่รู้ภาษาไทยมักจะตกเป็นเหยื่อของวงการอาชญากรรมที่มีให้เสพอยู่เสมอบนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่นอกจากเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ใจกลางกรุงเทพมหานครเมืองหลวงอันศิวิไลของประเทศไทย เพียงหักเลี้ยวจากถนนอันวุ่นวายที่เต็มไปด้วยโครงการสิ่งปลูกสร้างอันทันสมัยเพียงไม่กี่เมตรยังมีพื้นที่ชุมชนเล็กๆอันทรุดโทรมมาจากความแออัดของการอยู่อาศัยแอบซุกตัวอยู่กันในมุมเงียบๆของเมืองหลวง มีเพียงสัญลักษณ์ตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองสดใสขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายกันเป็นเครื่องหมายเตือนใจคนได้ให้รู้ว่ายังมีพวกเขาอยู่ตรงนี้ในสังคม

10413400_10205336581272630_4928685758436540243_n

เมื่อเดินเข้ามาสุดทางเดินของชุมชนเเห่งนี้จะพบว่าเบื้องหน้ามีธงชาติไทยยืนตั้งตระหง่านเปรียบดังเป็นการต้อนรับเข้าสู่เขตโรงเรียนเด็กน้อยน่ารักหลายชีวิตนั่งคุยกันส่งสุรเสียงอันเจื้อยแจ้วด้วยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองแสบตาที่ดัดแปลงเป็นห้องเรียนสำหรับลูกกรรมกรซึ่งเรียงรายไปด้วยเหล่าตัวอักษรภาษาไทย ไปจนถึงกระดานดำที่เปื้อนไปด้วยอักษรภาษาไทยที่มีภาษาเขมรกำกับ แต่ก็ยังแอบมีมุมที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นจากสนามเด็กเล่นที่สงวนไว้ให้เด็กได้ผ่อนคลายยามเครียดจากการเรียน
10376326_10205336581392633_5654682694525160099_n

แต่โรงเรียนสอนภาษาไทยนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีชายผู้เสียสละผู้นี้ ครูไพโรจน์ จันทะวงศ์ ครูข้างถนนเเห่งโครงการศูนย์เด็กก่อสร้าง ชายวัยกลางคนที่หน้าดุแต่ใจดีเหลือเกิน
ภาษาสร้างคน

ครูไพโรจน์เปิดเผยอย่างเป็นกันเองถึงเรื่องการศึกษาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชาที่คนต่างด้าวสนใจเสมอและครูเองก็ต้องการให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

ภาษามีความสำคัญไม่ว่าจะในประเทศไหน เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ ทำให้คนต่างด้าวและเด็กกลุ่มนี้ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยควรจะได้ภาษาไทยขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน กินข้าว ไปไหนมาไหน ในประเทศไทยตลาดแรงงานเปิดกว้างโดยเฉพาะในยุคและชาคมอาเซียนจะต้องมีแรงงานเข้ามาเพิ่มทำให้ภาษาไทยสำคัญในการสื่อสารและการแสดงความเข้าใจกันต่อไปในปีหน้าไทยจะมีนโยบายหาหน่วยงานที่ทำเพื่อพัฒนาคุณภาพแรงงานดังนั้นถ้ารู้ภาษาไทยก็จะเข้าไปเรียนรู้ตามระบบกับภาครัฐบาลได้เร็วทำให้ประเทศเราได้แรงงานที่มีคุณภาพ

“การได้รับการศึกษาต่อจะส่งผลให้เขาคิดที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตไปจนต่อยอดไปศึกษาต่อเมื่อไปอยู่สถานที่อื่น เทคนิคในการสอนภาไทยที่เข้าใจง่ายคือการใช้คำซ้ำคำง่ายๆที่ใช้กันในชีวิตประจำวันแต่ที่สำคัญคือคนเป็นครูต้องเอาใจใส่คอยตอบคำถามของเด็กๆการสอนก็ใช้แบบเรียนการท่องภาษาไทยแบบเจ้านกขุนทองหรือมานีมานะค่อยๆสอดแทรกภาษาไทยเข้าไปในภาษาถิ่นของเขา

ครูเล่าถึงสัญญาณที่รู้กันระหว่างเด็กกับครูเนื่องจากครูสอนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันมืดจึงต้องมีการพักเป็นช่วงๆ หลังจากครูพักจนหายเหนื่อยแล้วครูก็จะเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้เป็นสัญญาณว่าครูพร้อมกลับมาสอนต่อแล้วนะหรือเรียกง่ายๆว่า“เปิดประตูก็รู้กัน”

10365855_10205336587272780_6005930583129789869_n

“เด็กพวกนี้ขยันนะมาเรียนแต่เช้ายังไม่ทันเจ็ดโมงก็วิ่งกรูกันมาเรียกครูแล้ว เขาตั้งใจเรียนเพราะบ้านเมืองเขาขาดโอกาส บ้านเมืองเขาโรงเรียนมีการสอนแค่วันละ 3 ชั่วโมงแต่เราสอนแบบ ตลาดนัด อยากเรียนอะไรก็บอกเราสอนได้ทั้งวันเช้ายันเย็น จนกว่าเด็กจะเบื่อแล้วเลิกไปเอง การสอนรอบค่ำก็มีพ่อแม่เด็กที่กลับจากทำงานก่อสร้างมานั่งเรียนภาษาไทย ส่วนเจ้าพวกเด็กไทยนี่แสบ มาเรียนแค่ตอนเช้าตกบ่ายก็หนีไปโดดน้ำคลองกันหมด เด็กพวกนี้เขาจะรู้ทันทีเลยว่าครูพร้อมสอนแล้วถ้าเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้”

10609575_10205336584952722_1505406081467083278_n

เรือจ้างผู้ปิดทองหลังพระ

เดินทางสายจิตอาสามากว่า 20 ปี ในฐานะครูข้างถนน ครูไพโรจน์ลุยตะลอนบุกป่าฝ่าดงคอนกรีตทำตามความตั้งใจในการส่งมอบโอกาสในภาษาไทยให้กับคนต่างด้าวตามซอกหลืบที่ถูกลืมของเมืองกรุง สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ครูวัย 51 คนนี้ เพิ่มความกระหายที่จะรับใช้สังคมต่อไป
เริ่มต้นจากการทำงานให้เด็กๆตามแคมป์ก่อสร้างโดยการตระเวนขึ้นรถเมล์แบกเครื่องฉายหนังกับลำโพงไปยังแคมป์พักคนงานก่อสร้างต่างๆไปฉายหนังแล้วพากย์ภาษาไทยให้คนต่างด้าวดู นอกจากความเพลิดเพลินในการดูหนังดูการ์ตูนแล้วยังได้เรียนภาษาไทยจากการที่ได้สอดแทรกเข้าไปในบทพากย์หนัง

“ครูรู้สึกว่าภูมิใจในหน้าที่ครูมีการสอน มีอะไรครูสอนเด็กได้หมด วิชาการยันวิชาชีวิต ครูรักที่จะอยู่ตรงนี้เพราะเด็กต่างด้าวขยันตั้งใจเรียน สอนก็ฟังพูดกันง่าย ครูไม่ชอบยึดติดกับระบบโรงเรียนแบบไทยที่มีการเปลี่ยนหลักสูตรบ่อย มีข้อระเบียบเยอะบางครั้งเรื่องที่เด็กชอบเรียนแต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบก็ต้องยกเลิกไป บางทีโรงเรียนรัฐบาลอาจกำลังยัดเยียดสิ่งที่เด็กไม่อยากเรียน ยิ่งครูสมัยนี้เขาดูกันที่หน้าตาด้วยในการเข้าทำงาน หน้าแบบผมเนี่ยเขาบอกว่าหน้าโหดใจร้ายไปสอนเด็กไม่ได้หรอกเด็กไม่เคารพ ”
“ความสุขของครูคือการได้สอนหนังสือ เห็นความก้าวหน้าในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเขา แม้ว่าเด็กบางคนที่เคยฟูมฟักสั่งสอนไปโตขึ้นจะไม่ยกมือไหว้แต่ครูก็ดีใจที่ได้เห็นพวกเขาเติบโต ครูมีภูมิใจทุกครั้งเมื่อเด็กที่จากไปแล้วโทรกลับมาหาเล่าเรื่องชีวิตให้ฟังโดยเฉพาะคำว่าหนูกลับไปเรียนต่อแล้ว นี่คือความสุขที่สุดของครู”
หลังจากที่ค่ายพักแห่งนี้ย้ายไปแล้วครูก็คงกลับไปที่โครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเพื่อพัฒนารถความรู้เคลื่อนที่วางแผนกันไว้ว่าจะดัดแปลงรถยี่ห้อตงฟงรุ่นใหม่เป็นห้องสมุดย่อมๆมีโต๊ะทำกิจกรรมและมุมเรียนรู้ให้เด็กเพื่อขับไปตามยังค่ายพักแรงงานก่อสร้างต่างๆในกรุงเทพ ถึงแม้จะไม่มีรถเคลื่อนที่ ผมก็เดินลุยไปสอนได้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเดินมาตลอดและมั่นใจแล้วว่าทางนี้มันดีที่สุดสำหรับผมแม้จะไม่มีใครรู้เลยก็ตามแต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำ
“แต่หลังจากดังแล้วนักข่าวตามสัมภาษณ์ทุกวันบางทีก็เริ่มทุกข์แล้ว” ครูพูดทิ้งท้ายไว้อย่างติดตลก

10404851_10205336591352882_8506700804574068733_n

ด้านน้องเบิ๊บ หนุ่มน้อยชาวกัมพูชา หนึ่งในลูกศิษย์ของครูไฟโรจน์อายุ13ปี เล่าถึงโรงเรียนและคุณครูด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“ชอบเรียนภาษาไทยมาก เรียนสนุก หนูอยากเรียนเพื่อไปหางาน โตขึ้นไปอยากเป็นทหารป้องกันประเทศ
ครูสอนสนุกชอบให้ท่องอักษรภาษาไทยบ่อย บางวันครูก็สอนภาษาอังกฤษทำให้ผมพูดได้มากกว่า2ภาษาโดยเฉพาะภาษาไทย เพราะตอนกลับไปอยู่กับพ่อแม่ก็พูดเขมรอย่างเดียวไม่ได้พูดไทย
ชอบอยู่ที่นี่มีเพื่อนเยอะดี ครูก็ดีได้เรียนตั้งแต่7โมงเช้า ใจจริงอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่อยากย้าย ถึงจะย้ายก็อยากให้ครูย้ายตามไปสอนด้วย แต่ครูไม่ไป เมื่อไปจากที่นี่แล้วก็คงคิดถึงครู อยากขอบคุณครูที่สอนหนังสือทำให้รู้ภาษาไทย”

น้องงา อีกหนึ่งสาวน้อยชาวกัมพูชา อายุ16ปี ที่เรียนกับครูไพโรจน์ในแคมป์คนงานแห่งนี้

กล่าวถึงครูของเธอด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใส
“อยากรู้ภาษาไทยมาตลอด ภาษาไทยทำให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ช่วยตัวเองได้เดินทางไปข้างนอก
หนูชอบเรียนทุกวิชา อยากเรียนเยอะๆ ดีใจที่มีครูใจดีเสียสละเวลามาสอนเด็กๆอย่างพวกเรา”

โดยปัจจุบัน แคมป์ก่อสร้างแห่งนี้ มีแรงงานทั้งหมดประมาณ 400 คน ในจำนวนนั้นมีเด็กอายุตั้งแต่ 3 -17 ปี รวมทั้งหมด 50 คน ประกอบด้วยชาวกัมพูชา พม่า และไทย

เสียงจากผู้ปกครอง

เมื่อมองออกไปบริเวณภายนอกห้องเรียนที่มีลมร้อนของเวลาบ่ายลอยเข้ามาเอื่อยๆก็พบประชากรวัยผู้ใหญ่ที่อาศัยกันอยู่ในชุมชนตอนเวลากลางวันเพียงไม่กี่ชีวิตเนื่องจากแรงงานออกไปทำงานกันหมด

พี่ วัน เบือน  สาววัยกลางคนอาชีพแรงงานก่อสร้าง ชาวกัมพูชา อายุ 31ปี

เป็นอีกคนที่ส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนในแคมป์กับครูไพโรจน์ เล่าถึงความจำเป็นของภาษาไทยและคุณครูของเด็กน้อยเหล่านี้ด้วยความเคารพพร้อมทั้งถือโอกาสขอบคุณครูที่เข้ามาจุดประกายความรู้ให้กับเด็กที่นี่ในห้วงเวลาสั้นๆที่จะเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆแม้ต้องจากกันไปในที่สุด

“รู้สึกดีใจที่มีคนดูแลเด็กๆ อย่างตัวเองก็ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เด็กได้เรียน ภาษาไทยจำเป็นมากที่นี่เป็นเรื่องที่ต้องรู้เมื่อเข้ามาใช้ชีวิต การทำงานก็ต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน ถ้าเถ้าแก่สั่งงานอะไรไปแล้วฟังไม่รู้เรื่องไปทำงานผิดเราก็โดนด่าเพราะสั่งงานไม่รู้เรื่อง จะออกไปไหนก็ลำบากคุยกับเขาไม่ได้ ดีใจที่มีโรงเรียนให้เด็กได้เรียนภาษาไทยได้รู้ตั้งแต่เล็ก3ปีก็น่าจะพูดได้แล้ว”

“บางวันลูกฉันก็เดินร้องเพลงไทยกลับห้อง นอนท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกในห้อง ดีที่ครูสอนภาษาแล้วครูก็ยังสอนการใช้ชีวิตด้วย ช่วงแรกที่เข้ามาไทยยังฟังภาษาไม่ได้มากก็เคยถูกหลอกไปทำงานแล้วโกงค่าแรงงานก่อสร้างทำให้เขาไปตั้ง3เดือน ตอนนั้นท้อใจมาก เงินติดตัวไม่มีลูกก็ยังเล็ก ทำให้อยากรู้ภาษาไทยมากขึ้น”
“อยากให้ลูกพูดภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเก่งๆอยากให้มันเรียนต่อสูงๆอยากเห็นมันได้เป็นครูมาสอนพวกเด็กๆสักครั้งไม่อยากย้ายจากที่นี่ไป อยากให้ลูกอยู่ที่นี่เรียนที่นี่ต่อเลย ย้ายไปที่ใหม่ไม่รู้จะมีครูมาสอนเด็กหรือเปล่า ถ้าไม่มีโรงเรียนเด็กๆก็วิ่งเล่นกันไปวันๆ อยากกล่าวขอบคุณครูที่เมตตาทุกคน อบรมลูกเราเห็นครูมีความสุข ลูกก็มีความสุข อยู่กับครูปลอดภัยไม่มีใครมาทำร้ายลูก “
ส่วนด้านผู้ปกครองแคมป์ที่พักก่อสร้างอย่าง นาย ประกาสิทธิ เสรีเชตะพงศ์ หัวหน้าแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 จำกัด ชาวไทย อายุ 32 ปี

“ส่วนเรื่องภาษาไทยก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตแรงงานต่างด้าวเพราะต้องใช้สั่งงานกันให้เข้าใจ พวกที่มาใหม่ๆยังพูดไม่ค่อยได้ก็จะใช้ภาษามือเอา วัยรุ่นมักจะเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วคนแก่ๆอายุเกิน50ปีจะเข้าใจได้ช้าลง ส่วนคนที่มาอยู่นานแล้วแต่ยังพูดภาษาไทยไมได้เลยก็มักจะตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างที่นี่ก็มีคือจะอยู่แต่ในห้องไม่ออกมาคุยกับใครเลย ไม่ให้ลูกไปโรงเรียนไม่ให้ลูกไปเล่นกับใครเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง คิดว่าน่าจะมาจากความคิดของเขากลัวว่าคนไทยดูถูกหรือถูกคนหลอกเพราะไม่รู้ภาษาไทย ที่เคยเห็นมาพูดภาษาไทยไมได้ไปไหนก็ลำบาก หลงทางถามทางไมได้ จะกินอะไรก็อ่านไม่รู้เรื่อง”

พร้อมทั้งยังยืนยันอนคตของเด็กเหล่านี้ว่าจะมีงานรองรับที่แน่นอนเนื่องจากอาชีพสายก่อสร้างนั้นครอบคลุมในหลายสาขาของตัวงาน

“โรงเรียนที่นี่ก็ทำให้เด็กพูดได้เร็ว มีครูเข้ามาดูแลเด็กๆไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้เด็กไม่เบื่อไม่วิ่งซนจนเกิดความวุ่นวายกันภายในแคมป์นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ  หวังว่าพวกเขาจะได้มีอนาคตที่ดีแต่เด็กส่วนใหญ่ลูกแรงงานโตไปอายุได้18ปีทำงานตามกฎหมายได้ก็จะไปทำงานก่อสร้างเหมือนพ่อแม่ เพราะงานก่อสร้างมันคลอบคลุมในทุกด้าน งานฉาบ งานไม้ งานก่อ งานตอก มีอีกหลายอย่างมากๆที่สามารถรองรับจำนวนแรงงานที่จะเข้าไปทำงานในอนาคตได้”
ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย

ครูจิ๋ว ทองพูล บัวศรี

หนึ่งในสามครูที่เป็นแม่งานของโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างกล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยโดยให้ความสำคัญกับการสอนในระบบทวิภาษาโดยมองว่าภาษาถิ่นกำเนิดของคนต่างด้าวก็คือภาษาไทยเพื่อปรับทัศคติให้เรียนรู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาแม่บนการศึกษาภาษาใหม่โดยไม่หลงลืมรากเหง้าตนเอง

”ตัวครูผู้สอนที่ลงไปในพื้นที่เองต้องรู้ภาษาที่สามเพื่อสื่อสารกับเด็ก ต้องยอมรับว่าภาษาถิ่นก็ภาษาไทย ภาษาถิ่นในที่นี่คือถิ่นกำเนิดของบ้านเขาควรเป็นเรื่องที่ศึกษาควบคู่กับภาษาไทยโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การสอนแบบทวิภาษาจะช่วยให้เขาเข้าใจภาษาไทยได้เร็วขึ้นมีการเล่นเกมส์ภาษาไทยควบคู่ภาษากัมพูชา มีการเปิดภาพภาษาไปจนถึงนับเลขเป็นภาษาพม่าไทยกัมพูชาและอังกฤษ ต้องสอนภาษาใหม่โดยไม่ให้ลืมภาษาถิ่น เพราะภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินในอนาคต ในอาเซียนเขาจะคงความได้เปรียบมากเรื่องภาษา ไม่เหมือนกับเด็กไทย”
“ครูให้ความสำคัญกับภาษาไทยมากต้องการให้เขาเรียนจนรู้ภาษาใครมีแววพอเรียนต่อได้โครงการจะมีทุนให้ส่งเรียนต่อตามนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนวัดหลักสี่ เด็กต่างด้าวส่วนมากจะตั้งใจเรียนกว่าเด็กไทย”

1393649_10205336585112726_5153092373479581029_n

เดินหน้าประเทศไทย มีแต่ได้กับได้

การเดินหน้าเข้าสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าของประเทศไทยแรงงานต่างด้าวเปรียบดั่งฟันเฟืองสำคัญในการเดินระบบประเทศสู่ภาพรวมที่ดีทั้งค่าจีดีพีและการลงทุนจากต่างชาติ

“เราต้องการแรงงานอย่างพวกเขามาพัฒนาประเทศนะ งานชั้นล่างอย่าง งานแบกหาม งานก่อสร้าง งานค้าขายส่วนใหญ่คนไทยจะไม่ทำกันเราต้องพึ่งพาให้คนเหล่านี้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศแน่นอน ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้กับได้เขาซื้อน้ำ1ขวดก็เสียภาษีเท่ากับคนไทยต้องกินต้องใช้ของเราเงินเหล่านี้จะหมุนกลับเข้าประเทศไทย”

“ส่วนคนที่โครงการดูแลจากลูกคนงานก่อสร้างจนประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีหลายคนที่เรียนจนจบปริญญาตรี ทำงานทีัดี บางคนจบปริญญาโทเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้มิได้ด้อยไปกว่าคนที่มีโอกาสเลย แค่เราต้องขอที่ยืนในสังคมให้กับพวกเขา หากเขามีจุดเริ่มต้นในสังคมแล้วเขาก็สามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง”
และสุดท้ายสถานที่แห่งนี้มิใช่เพียงโรง เรียนใจกลางค่ายพักแรงงานก่อสร้างที่ให้การศึกษาสำหรับลูกกรรมกรเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มอบโอกาสทางการเรียนภาษาไทยเพื่อเป็นดั่งตั๋วในการยกระดับชีวิตให้ไม่ต้องจมปลักอยู่กับเเค่คำว่า”กรรมกร” นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สร้างบทเรียนและความทรงจำอันมีค่าให้กับอาสาสมัครที่แวะเวียนผ่านมาใช้ชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ให้ตระหนักถึงปัญหาความยากจน ชีวิตอันยากลำบากและความด้อยโอกาสของเด็กต่างด้าว ในพื้นที่ที่ใกล้ตัวคนเมืองมากเกินไปจนไม่มีใครมองเห็นเลย

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช1601223_10205336581672640_7532103352722456427_n

10262228_10205345169247324_2969828339509559412_n

10407150_10205345171247374_3266209245923200777_n

10386367_10205336591392883_395170818776961227_n

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช

ทดสอบลงพื้นที่ทำข่าว วิชา อาจารย์แดง

ข่าว คุณภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย

นักวิชาการชี้คุณภาพชีวิตแรงงานในไทยยังติดลบ เหตุรายได้ไม่พอรายจ่าย-หัวหน้าแคมป์แรงงานโต้ เงินเดือนแรงงานต่างด้าวยังมากกว่าคนไทยจบปริญญาตรี

IMG_9104

IMG_9212

สืบเนื่องจากกรณีนักวิชาการทีดีอาร์ไอ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนกุล เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 เปิดเผยถึงเรื่องคุณภาพชีวิตแรงงานไทยยังคงติดลบ โดยเมื่อเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายของกลุ่มแรงงานในประเทศไทย พบว่า ในภาพรวมรายได้ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นดังที่ได้คาดหวังไว้  เนื่องจากรายได้ยังโตไม่ทันกับรายจ่าย และประเมินว่าในปีหน้า อาจมีแนวโน้มที่แย่ลงกว่านี้ทั้งภาระด้านหนี้สินของแรงงานและค่าแรงที่มีจำนวนน้อย ประกอบกับมติของ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก วิสามัญที่มีสมาชิก สนช.เป็นประธานได้พิจารณาเสร็จแล้ว มีสาระสำคัญ คือ การร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการพัฒนาฝีมือแรงงานการ เช่น การส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ การส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างโอกาสในสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสนับสนุนคนไร้ที่พึ่งมีงานทำและมีที่พักอาศัย ไปจนถึงการป้องกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อคนต่างด้าว

นาย ประกาสิทธิ เสรีเชตะพงศ์ หัวหน้าแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 จำกัด ชาวไทย อายุ 32 ปี
เปิดเผยถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานและรายได้จากการทำงานของลูกจ้างก่อสร้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่เกิดขึ้นในแคมป์ที่พักแรงงานก่อสร้างต่างด้าวของ บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 บริเวณใกล้กับวัดเสมียนนารีในแง่มุมที่น่าสนใจ
“คุณภาพชีวิตแรงงานในภาพรวมจากที่เคยเห็นมาถือว่าดีครับ มีกินมีใช้ไม่อดอยากกัน ค่าน้ำค่าไฟก็เสียแค่เดือนละ50บาทต่อหัว ส่วนค่าทำความสะอาดและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ไม่ต้องเสียเพราะจะหักกับหัวหน้าของแรงงาน ส่วนใหญ่พวกแรงงานหน้าใหม่ที่เข้ามาแรกเขาจะทำงานได้วันละ 270 บาทต่อวัน เมื่อรวมค่าทำโอทีแล้วตกออกมาก็ได้เดือนละ 10,000-12,000 บาท ซึ่งก็ต้องไต่เต้าระดับเงินเดือนขึ้นมาเรื่อยๆอาจใช้เวลา 5-6ปีในการแตะระดับเงินที่มากกว่าเก่า อย่างที่เยอะที่สุดที่ผมเคยเห็นมาก็ระดับหัวหน้าแรงงานได้วันละ 670บาท ตกออกมาต่อเดือนรวมโอทีก็เกิน 20,000บาท คิดง่ายๆเขาทำ10ปีก็จะมีเงินก้อนราว 2.5 ล้านบาทต่อคน ส่งเงินกลับบ้านได้หลายแสนบาท ทำให้มองว่าคุณภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวที่นี่ยังดีกว่าคนไทยที่จบปริญญาตรีแล้วทำงานได้เงินไม่ถึงหลักหมื่นบาทอีกทั้งยังมีค่าไฟฟ้าค่าที่พักให้ต้องรับผิดชอบ ต่างกับชีวิตของแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม พวกแรงงานต่างด้าวพวกนี้เขาขยันนะมาเพื่อทำงานมีงานอะไรก็เอาหมดตั้งใจเก็บเงิน อายุงานก็ไม่เท่ากันแต่เฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 7-8ปี ส่วนเรื่องสวัสดิการ โบนัสก็มีทุกปีต่อคนตกคนละ 4,000-7,000บาทแล้วแต่ระดับงาน “

นาย ประกาสิทธิ กล่าวต่อถึงการพยายามจัดการให้แรงงานในแคมป์ทุกคนมีบัตรสีม่วงคือบัตรผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๕ ผ่อนผันให้บุคคลกลุ่มดังกล่าวอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ และมีประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เรื่องการควบคุมผู้หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่าที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย หลังวันที่ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานในการอยู่อาศัยรวมถึงการใช้แรงงานที่เป็นมาตรฐานสากล

“ผมพยายามทำให้ทุกคนที่นี่มีบัตรสีม่วงถูกต้องเพื่อให้เขาได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี เช่นการไปไหนมาไหนได้ จะเช่ารถตู้รวมกลุ่มกันกลับประเทศก็ได้ การรักษาพยาบาลก็ไม่เสียเงินเลย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพราะโรงพยาบาลที่ให้การรักษาของแรงงานที่นี่คือ โรงพยาบาล ธนรัตน์ธนบุรี อยู่แถวสวนยาม หรือจะไปโรงพยาบาลรัฐบาลแถวนี้ก็ได้เช่น โรงพยาบาล นพรัตน์ ก็จะเสียแค่30บาทค่ารักษาและค่ายา นอกจากนั้นชั่วโมงในการทำงานก็เป็นไปตามหลักสากลไม่มีการบังคับขู่เข็ญใช้แรงงานหรือให้ทำงานหนักแต่อย่างใด”

ส่วนกฎระเบียบในการอยู่อาศัยร่วมกันของแรงงานต่างด้าว นาย ประกาสิทธิ กล่าวว่า
ด้านระเบียบการอยู่อาศัยจะให้เข้าพัก2คนต่อ1ห้อง ไม่รวมผู้อาศัยเช่นลูกและภรรยา ทำให้บางห้องก็อยู่กันถึง5คน การเข้า-ออกไปทำงานจะมีรถมารับจากที่พักกระจายกันไปแต่ละไซด์งานในเวลา ตี5ครึ่ง การอยู่อาสัยให้ใช้ไฟ-น้ำได้ไม่จำกัดเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ50บาทต่อห้องส่วนต่างที่เหลือทางบริษัทจะดูแล แต่มีข้อห้ามในการใช้เตาแก๊ส อนุญาตให้ใช้ได้เพียงเตาไฟฟ้า ประชากรในแคมป์ก่อสร้างที่นี่ส่วนใหญ่ร้อยละ90เป็นต่างด้าวมีคนไทยแค่ส่วนเดียว ใช้สังคมแบบพึ่งพาช่วยกันดูแล เรื่องยาเสพติดหากรู้ว่าใครเสพจะทำการขับไล่ออกจากแคมป์ไปในส่วนของการพนันก็เช่นกัน ปัญหาอื่นๆที่พบบ่อยคือการดื่มสุราแล้วเสียงดัง ในปีหน้าที่นี่ต้องรื้อถอนมีกำหนดย้ายคนงานทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์และเริ่มต้นรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในเดือนมิถุนายน

IMG_9123

ส่วนทางด้าน นายเอียร์ ไม่มีนามสกุล หัวหน้าคนงาน ชาวกัมพูชา อายุ 38 ปีกล่าวถึงประสบการณ์และรายได้ของการทำงานในฐานะหัวหน้าแรงงานก่อสร้างที่ทำงานร่วมกับลูกน้องมากว่า3ปีว่า

ชีวิตที่ประเทศไทยถือว่าดีมาก การเป็นหัวหน้าคนงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคน หัวหน้าคนงานได้เงินวันละ 650 เฉลี่ยต่อเดือนรวมเงินค่าร่วงเวลาประมาณ 20,000 บาท ในประเทศนี้มีค่าแรงที่เยอะกว่ากัมพูชาและโอกาสก็เช่นกัน เนื่องจากในแต่ละปีสามารถหาเงินได้มากกว่า 200,000 บาท ทำให้สามารถส่งเงินกลับไปช่วยครอบครัวที่บ้านเกิดได้ ความฝันที่ชาวต่างด้าวทุกคนมีเมื่อมาทำงานคือเก็บเงินก้อนเพื่อกลับไปสร้างบ้านอยู่ที่บ้านเกิดกับครอบครัว ทำให้แรงงานต่างด้าวจะขยันทำงานมากส่วนใหญ่ทำกันไม่มีวันหยุด
ส่วนด้านคุณภาพชีวิตถือว่าดีมาก มีปัจจัย4พร้อมสำหรับการใช้ชีวิต เด็กก็มีโรงเรียนให้ศึกษา ค่าน้ำและค่าไฟฟ้าก็ไม่ต้องเสีย รวมถึงเมื่อเจ็บป่วยก็สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เดินทางได้ทั่วประเทศ เข้า-ทำงาน10ปี สามารถเก็บเงินได้มากกว่า 2,000,000 บาท อีกทั้งค่าเงินของไทยยังมีมูลค่ามากกว่ากัมพูชา ทำให้ได้เปรียบในการใช้จ่ายเมื่ออยู่ในประเทศบ้านเกิด ไม่เคยมีความเครียดเนื่องจากห่างไกลบ้านเกิดเลยเพราะคนไทยมีอัธยาศัยดีทำให้ปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมได้อย่างรวดเร็วและมีความสุข

ส่วนด้านคุณภาพชีวิตของแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้างนี้ นาย เอียร์ เปิดเผยว่า
ด้านสภาพสังคมที่นี่อยู่กันแบบพี่น้องพึ่งพาอาศัยกัน ยังไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยกันเลย ต่างคนต่างเข้ามาทำงานเข้าใจกันและกัน ในปัจจุบันคนไทยเริ่มเข้าใจต่างด้าวมากขึ้นไม่ดูถูกเหมือนเมือก่อน ด้านการก่อกวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่มีให้เห็นมาตรวจบ้างก็เพื่อความปลอดภัย ด้านปัญหายาเสพติดเราก็คอยดูแลกันและกัน ยอมรับว่ามีคนใช้ยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมาภายในแคมป์ก่อสร้าง แต่เมื่อมีคนรู้ว่าเสพยาเสพติดก็ได้ทำการขับไล่ออกจากชุมชนแห่งนี้ไป ด้านอาหารการกินก็ดีมีร้านค้าให้บริการถึงสามร้านมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงกับข้าว โดยรวมแล้วมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ มีความมั่นคงทางฐานะ ครอบครัวมีความสุข สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

IMG_9163

ในขณะที่ทางด้านลูกจ้างแรงงานที่ทำงานผ่านประสบการณ์จริง นาง วัน เบือน  อาชีพแรงงานก่อสร้าง ชาวกัมพูชา อายุ 31ปี กล่าวถึงคุณภาพชีวิตของแรงงานว่า
โดยส่วนตัวคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ประเทศไทยนี้ดีมาก มีค่าแรงที่เยอะกว่ากัมพูชามีงานทำเยอะกว่า อยู่ที่นี่ค่าไฟค่าน้ำก็ฟรี ค่าที่พักก็ไม่ต้องเสีย สามารถส่งเงินกลับไปช่วยที่บ้านได้ด้วย ความต้องการสูงสุดในชีวิตคือทำงานเก็บเงินที่นี่แล้วกลับไปสร้างบ้านอยู่กับพ่อแม่ที่กัมพูชา

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาใช้ชีวิตในประเทศไทย นาง วัน กล่าวว่า
รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำอาชีพก่อสร้างมีเงินดีอาจดีกว่าคนไทยหลายๆคนด้วยซ้ำ มีค่าแรงที่แพงและสามารถส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านได้ด้วย อยากอยู่ทำงานที่นี่ตลอดไปแต่ก็เป็นห่วงครอบครัวที่กัมพูชา อยากได้สัญชาติไทยเป็นคนไทย อย่างไรก็ตามสภาพที่เป็นอยู่ถือว่าดีแล้วแม้จะถือบัตรสีม่วงแต่ก็ได้รับสวัสดิการที่ครบถ้วนแม้ป่วยก็ไปโรงพยาบาลไม่เสียเงินค่ารักษา มีความสุขกับชีวิตในไทย ถ้าหากทำงานเก็บเงินได้มากพอกลับไปกัมพูชาสร้างบ้านสร้างเนื้อสร้างตัวได้อยากอยู่กับครอบครัวแล้วจะไม่กลับมาประเทศไทยอีก

ทางด้าน นาง โชติกานต์ ทองสัน แรงงาน ชาวไทย อายุ33ปี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

“คุณภาพชีวิตที่นี่ดีมาก อยู่กันแบบพี่น้องเห็นอกเห็นใจกัน ไม่มีปัญหา เราคนไทยน่าจะยอมรับเห็นใจกัน ถ้าไม่มีพวกแรงงานต่างด้าวเราก็สร้างประเทศไม่ได้ เขามาทำสิ่งก่อสร้างให้เราคนไทยไม่ค่อยมีใครยากทำอาชีพนี้หรอก ทุกคนก็พอใจกับสิทธิที่มีนะจากบัตรน่ะ ทำงานได้มีการคุ้มครองป่วยเข้าโรงพยาบาลก็เสียน้อยกว่าคนไทย เห็นแรงงานต่างด้าวเขามีความสุขกับชีวิตที่นี่ได้ทั้งโอกาสและเงินเดือน เคยถามเขานะชอบประเทศไทยเพราะอะไร เขาชอบที่คนไทยเป็นกันเองยิ้มง่ายพูดจาดี ไม่เหยียดหยามดูถูกเขาเราก็อยู่ร่วมกันได้ ด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตก็ดีเพราะปลอดภัยมีครูเข้ามาดูแลเด็กๆ เวลาที่พ่อแม่ออกไปทำงานก่อสร้างในช่วงเวลากลางวัน”

จำนวนแรงงานในอนาคตถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ สินค้า บริการ และการลงทุนได้อย่างเสรีนั้นในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องมีการรับประกันคุณภาพชีวิตของแรงงานเพื่อที่จะดึงดูดแรงานให้เข้ามาขับเคลื่อนสิ่งก่อสร้างในประเทศไทยเพราะปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนจำนวนแรงงานจนเป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติให้ความสนใจเนื่องจากคนไทยมีค่านิยมปฏิเสธที่จะทำงานประเภทนี้

IMG_9232

สัมภาษณ์พิเศษ

เปิดใจห้องครัวของชุมชนแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง

ถ้าปัจจัยสี่เปรียบดั่งสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีพ แล้วจึงทำให้เรื่องอาหารการกินในชุมชนเป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในแคมป์ที่พักของแรงงานต่างด้าวที่รับเหมาก่อสร้างซึ่งอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆบริเวณใกล้กับวัดเสมียนนารีในการเรียนรู้วิถีชีวิตรวมทั้งอุปนิสัยผ่านการกินอาหารของพวกเขาในแต่ละวัน

Q : มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงเลือกเปิดร้านก่อขายของในแคมป์คนงานก่อสร้าง ?
A:ก็เปิดมาตั้งเเต่แรกเพราะพ่อหนูเป็นผู้รับเหมาก็เลยเปิดให้สร้างร้านค้าในค่ายก็เปิดร้านขายของเป็นครั้งแรกในชีวิตเพราะพ่อบอกไม่อยากให้อยู่เฉยๆเปิดเป็นร้านที่3 ทั้งหมดในนี้ก็มีแค่3ร้านจ่ะ

Q : วิถีชีวิตการกินของคนที่นี่เป็นอย่างไร ?
A:วิถีชีวิตคนที่นี่ง่ายๆมีอะไรก็กินแบบนั้น หนูก็ขายตามอารมณ์ส่วนใหญ่คนงานเขาชอบซื้อของสดไปทำกินกันเองในห้อง แต่ที่นี่ไม่ให้ใช้เตาแก๊สนะ ให้ใช้เตาไฟฟ้าเอง คนที่นี่เขาก็ซื้อกันมาใช้บางทีก็สั่งหมูกระทะที่มาส่งถึงที่มากินกันหลายคนเช้าเขาก็มาเก็บเตา

Q : ถ้ามองลึกลงไปในแต่ละมื้อล่ะ ?
A : มื้อเย็นเขาก็ซื้อตุนไว้เลยแล้วทำกินกันเผื่อมื้อเช้าเลยตี3ตี4เขาก็ตื่นมาทำกับข้าวกันแล้วบางคนก็ลงมาซื้อตอนเช้าขึ้นไปทำกินก่อนรถที่มารับไปไซด์งานจะมาถึงตอนตี5ครึ่ง ทำให้ร้านค้าที่นี่ก็ต้องเปิดตั้งแต่ก่อนตี4 ส่วนมื้อกลางวันก็กินที่ไซด์งานเลย มื้อกลางวันของเด็กๆที่นี่ครูเขาทำกับข้าวหุงข้าวเลี้ยงทุกวัน

Q : แล้วอะไรที่ขายดีที่สุด ? แล้วไปซื้อของเข้าร้านอย่างไร
A : ของที่หนูขายดีสุดคือพวกเครื่องดื่มจ่ะ น้ำอัดลมเบียร์โซดา พวกของสดก็ขายดีรองลงมาการซื้อของเข้าร้านก็ไปซื้อที่ตลาดใกล้ๆที่นี่ขับรถกระบะไป บางทีก็ไปทุกวันบางทีก็ไปสองวันครั้ง ส่วนเด็กที่นี่ชอบซื้อขนมเป็นห่อๆกินกันห่อละ 5บาทบ้าง 2บาทบ้างน้ำอัดลมก็มีกินบ้างแต่ไม่เยอะ ขายดีอีกอย่างก็พวกอาหารสำเร็จรูป กับข้าว แกงต่างๆ เขาจะซื้อไปกินกับข้าวที่หุงเองในห้องพักประหยัดเงินและเวลาไปอีกแบบ

Q : มีการติดไว้ก่อนแล้วรอจ่ายเป็นรอบๆไหม ?
A : การซื้อของของคนในนี้มี2แบบเงินสดกับเงินเซ็น ถ้าเป็นเงินเซ็นก็คนหนึ่งเซ็นกับร้านได้แค่ร้านเดียวร้านใครร้านมัน การจ่ายเงินก็15วันจ่าย1ครั้ง เราก็จะทำบัญชีชื่อแต่ละคนไว้ดูยอดเงินตลอดอีกอย่างคือเงินสดเขาจะซื้ออะไรก็ได้ บางคนก็ไปซื้อรถกับข้าวที่เข้ามาในนี้ทุกเย็น บางคนซื้อข้าวแกงสำเร็จแถวไซด์ก่อสร้างกลับมากินทีเดียวเลยช่วงกลางวันก็มีรถขายของเข้ามาบ้างที่มาบ่อยคือไอติมตักกับชานมไข่มุก เด็กๆที่นี่ชอบกิน

Q : แล้วเวลาที่ขายดีสุดล่ะ ?
A : ช่วงที่ร้านขายดีสุดก็ช่วงเย็นๆ หลังจากเขากลับจากทำงานแล้วก็จะมาซื้ออาหารกับข้าวไปกินในห้องพักหรือซื้ออาหารสดไปทำกับข้าวในห้อง ช่วงเช้าก็ขายดีนะบางวัน กลางวันเงียบหน่อยมีแต่แม่บ้านที่เป็นคนแก่แม่ลูกอ่อน ผู้หญิงเขาก็ออกทำงานกันหมดบางทีสามสี่ทุ่มยังมีคนมาเคาะขอซื้อเบียร์อยู่เลย

Q : รู้สึกอย่างไรที่เราเปรียบเหมือน 7-11 ให้คนที่อาศัยในชุมชนได้พึ่งพิง ?
A: หนูก็ภูมิใจนะที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เหมือนเราพึ่งพาอาศัยดันเขาก็ไม่ต้องลำบากไปซื้อหนูก็ได้เงินค่าขายของ ยังเป็นที่พึ่งให้เซ็นก่อนได้ไม่เหมือน7-11ต้องจ่ายเลยบางคนเขาก็มีเงินไม่พอต้องเลี้ยงลูกหลายคน
Q : นิสัยของเขาเป็นอย่างไรหากสังเกตจากการกิน ?
A :จริงๆแล้วแรงงานต่างด้าวนี่ประหยัดกว่าคนไทยจากที่เจอมา เขาไม่กินสุรุ่ยสุร่ายใช้แต่ของที่จำเป็นอย่างเช่นตอนทำกับข้าวเนี่ยเขาก็ใส่หมูน้อยใส่ผักเยอะจะได้ประหยัดเงิน เพราะคนพวกนี้เขาต้องเก็บเงินไปทำบัตรสีม่วงราคาค่อคนนี่14000 เลยนะต้องต่อบัตรทุก3เดือนด้วยเสียเงินอีกไม่งั้นไปไหนมาไหนไม่ได้โดนจับ

Q:  เคยคิดจะไปเปิดร้านที่อื่นที่ไม่ใช่ในแคมป์ที่พักก่อสร้างบ้างไหม ?
A : เปิดร้านที่นี่ดีกว่าเพราะเราไม่ต้องเหนื่อยขายไกล ที่นี่ค่าน้ำ-ค่าไฟก็ฟรีค่าที่ก็เสียน้อยอาศัยขยันขายหน่อยก็อยู่ได้แล้วการขายกำไรก็เรื่อยๆไม่เดือดร้อนจ่ะ

IMG_9149

Q: รู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนที่มีในแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง ?
A: การมีโรงเรียนแบบนี้ก็ดีนะเด็กพวกนี้ได้เรียนภาษาไทยจำเป็นมากในการสื่อสารถ้าไม่รู้ภาษาจะซื้ออะไรกินก็ไม่ได้คุยกับใครไม่ได้ ไปไหนไม่ได้การรู้ภาษาช่วยลดปัญหาไปได้เยอะโรงเรียนทำให้เด็กอยากเรียนอยากพูดไทย สร้างความเอ็นระเบียบให้เด็ก ไม่งั้นเด็กๆน่าจะซนก่อกวนทั้งวันถ้าไม่มีโรงเรียน

Q: สุดท้ายหากที่นี่ต้องถูกรื้อไปจะทำอย่างไรต่อ ?
A : ถ้าหากแคมป์ต้องย้ายจะตามไปขายต่อที่ใหม่เพราะหนูก็ต้องย้ายตามพ่อไปที่ใหม่เหมือนแล้วเเต่เขาจะส่งไปที่ไหน เริ่มชอบการเปิดร้านขายของแล้วมีพี่สาวช่วยอีกคนเหนื่อยบ้างแต่ก็มีความสุข

นางสาว มธุรส ห้วยถ้ำ เจ้าของร้านขายของชำในแคมป์คนงาน อายุ 22 ปี