การอนุรักษ์ภาษาถิ่น ตอน “ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย”

บทนำ
“ภาษาคือ ความเป็น ปรัชญา ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในชาติ ถ้าคนไทยลืมภาษาไทย ก็เท่ากับว่าลืมรากเหง้าของตนเอง” ฉันคิดคำประพันธ์นี้ขึ้น ในขณะที่นั่งนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆรอบตัว
“พันพรือ ม่ายพรือ หลบบ้าน หูนอน รถถีบ” ต่างเป็นคำที่ฉันฟังดูคุ้นเคยอบอุ่นของพี่น้องปักษ์ใต้ ในสมัยวัยเด็กของคนรุ่นฉัน แต่ในสถานการณ์ขณะนี้ทำให้บรรยากาศอันอบอุ่นที่ปลายด้ามขวานของพวกเราเหล่านั้นดูบางตา
ลงทุกขณะ สืบด้วยปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น 3 จังหวัดอันลือเลื่องที่มันยังคงอยู่ท้าทายอำนาจรัฐบาลสมัยแล้วสมัยเล่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากจุดเล็กๆที่ทุกคนมองข้าม
“รากเหง้าของภาษา” ความขัดแย้งของภาษาทางภาคใต้ก็มีมากมายเช่นกันทั้ง ภาษาตากใบ ภาษามลายู ภาษาถิ่น ภาษาจึงเป็นประเด็นหัวใจประเด็นหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งที่ ปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงในช่วงหลายปี
ที่ผ่านมา คนมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งมองว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่รัฐไทยใช้เพื่อกลืน วัฒนธรรมของพวกเขาและนั่นดูเหมือนจะเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนของรัฐหลายร้อยโรงจึงถูกเผา

เด็กๆคุ้นเคยกับเสียงภาษาถิ่นรอบตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย เด็กทารกหัดพูดและพัฒนาภาษาจากคนใกล้ชิดเด็กๆถูกเติบโตมาด้วยภาษาแม่เช่น แม่พูดมลายูคุยกับลูกๆ แต่ก็ยังมีครอบครัวอีกบางส่วนที่กลัวว่าลูกจะต้องอับอาย
หากสื่อสารด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษากลางของประเทศ จนเจเนอเรชั่นเด็กใต้รุ่นใหมจำนวนมาก ไม่สามารถใช้ภาษาบ้านเกิดของตนได้ จนดูเหมือนว่ามันกำลังจะเลือนหายลงไปทุกวันทุกวัน ในความคิดของฉันถ้าเปรียบภาษาถิ่นกับคนก็เสมือนกับว่าอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ถึงขนาดที่เด็กรุ่นใหม่ๆมีความคิดว่า “แหลงทองแดง” เป็นเรื่องสุดเชย เมื่อไม่นานมานี้ นักภาษาศาสตร์ของไทย ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ได้กล่าวไว้ว่า“ปัจจุบันภาษาถิ่นทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเพราะโลกไร้พรมแดนถึงกันหมด ทำให้ภาษาถิ่นถูกละเลย ส่วนประเทศไทย ในโรงเรียนก็ใช้แต่ภาษากลาง ทำให้เกิดการถดถอยทางภาษาลูกหลานไม่อยากใช้ภาษาถิ่น
เพราะอาย  พ่อแม่ก็ไม่ส่งเสริม หากไม่ทำอะไรเชื่อว่าภายในศตวรรษนี้ภาษาถิ่นร้อยละ 90 จะตาย ซึ่งปัจจุบันมี 15 ภาษาถิ่นในไทยที่อยู่ในภาวะวิกฤติ”
แต่ครั้นจะโทษที่ตัวเด็กเสียทีเดียวก็ไม่ได้ คนที่ชอบโชว์ภูมิหลายๆท่าน ต่างแสดงทัศนคติด้านลบโจมตีเด็กๆว่า ไม่รักษาประเพณีบ้าง ไม่รักษ์บ้านเกิดบ้าง ทั้งนี้ทั้งนั้นเราควรดูครอบครัวด้วย พ่อแม่อายไม่ยอมให้ลูกพูดภาษาถิ่นมีอีกหลายๆครอบครัวที่ฟังแล้วต้องพยักหน้า หงึกๆ เพราะตนเองก็เป็นเหมือนกัน แต่หารู้ไม่ว่า การพูดภาษาถิ่นเป็นการแสดงความเป็นตัวเอง มันดูน่ารักมากกว่าเชยอยู่หลายพันเท่า
แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด.

คำว่า “ชาติยิ่งใหญ่” ครอบงำกดขี่ทุกสิ่ง ระบบภาษาใต้จึงเป็นเพียงภาษาที่ต่ำต้อย การพูดสำเนียงทองแดงกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน ภาษาที่แตกต่างแสดงให้เห็นถึงความเป็นชนกลุ่มน้อย ที่ไม่มีพื้นที่อยู่ในชาติ ไม่มีความเท่าเทียมทางสังคม ไม่เป็นที่ยอมรับของคนหมู่มาก และต้องได้รับการสั่งสอนให้พูดภาษากลางได้แบบที่คนศูนย์กลางอำนาจคือกรุงเทพ เท่านั้น
บทความของ อาจารย์ นพพร ประชากุล ที่ชื่อว่า วิพิธและอนิจจังแห่งภาษากล่าวไว้ว่า กระบวนการที่รัฐเข้าไปยึดครองการเข้ารหัสภาษา ดั่งเช่น ในช่วงสมัย รัชกาลที่6 มีการขายหนังสื่อที่ชื่อว่า หนังสือแต่งดีออกมา วรรณคดีเหล่านั้นล้วนใช้ภาษากลางทั้งหมด เพื่อชนชั้นสูงในเมืองหลวง ถึงแม้จะมีขุนช้างขุนแผนหลุดมาแต่ก็ถูกตัดคำภาษาถิ่นออกไปจำนวนมาก ส่งผ่านวาทกรรมว่าด้วยหนังสือทำดีผ่านสถานศึกษาและหนังสือพิมพ์การที่เด็กนักเรียน ถูกบังคับให้อ่านท่องจำวรรณกรรมหนังสือแต่งดีเหล่านี้ ทุกวันๆ เหมือนการถูกฝังชิป ภาษากลางซ้ำกันไปมาทุกๆวัน และ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งการที่ใช้ภาษาทางการ บังคับให้ออกเสียงตัว “ร” ให้กระดกลิ้นรัวๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนพูดภาษาเหนือท้องถิ่น จะออกเสียงไม่ได้ นอกจากนี้  สื่อช่องพื้นฐานฟรีทีวี เสนอแต่ภาษากลางไม่มีช่วงรักษ์ภาษาถิ่น แสดงถึง ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม

ความจริงที่ว่า “จริงอยู่คนไม่ได้ตายไปไหน แต่ภาษาต่างหากที่ตาย การที่ภาษาตายแต่ภูมิปัญญาจะไม่ตายนั้นเป็นเรื่องไม่จริง เพราะภูมิปัญญามันถูกมัดแน่นไว้กับภาษา นอกจากนี้ อัตลักษณ์ รากเหง้าความเป็นตนเองก็หายไปด้วย จริงๆภาษาถิ่นเป็นการสะท้อนความร่ำรวยของภาษาไทยเสียด้วยซ้ำ” จะแสดงให้เราเห็นแบบชัดเจนในภายภาคหน้า  โครงการ ทวิภาษา ในจังหวัดชายแดกใต้ มีขึ้นเพื่อ ป้องกันการตายของภาษาถิ่นเปรียบเสมือนโรงพยาบาลที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาภาษาถิ่นไม่ให้ตายจากกันไป ภายใต้แนวคิดที่พวกเขาเชื่อว่า   “ทวิภาษา นำพาสันติสุข”  กรอบแนวคิดที่ว่า จะทำอย่างไรให้ชาวงมุสลิมไม่รู้สึกว่าพวกเราเป็นชนกลุ่มน้อยของสังคมโดยตัดสินจากภาษาถิ่นของเขา
นอกจากนี้ยังเป็นการรักษ์ภาษาถิ่นทางอ้อมด้วยโดยมีโรงเรียนนำร่อง 4แห่ง ใน 4จังหวัด  โรงเรียนบ้านประจัน ในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
โรงเรียนบ้านบึงน้ำใส อ.รามัน จ.ยะลา โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10  อ.เมือง จ.นราธิวาส
โรงเรียนตำมะลังเหนือ อ.เมือง จ.สตูล  การบูรณาการการทำงานภายใต้การนำยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพทรัพยากร มนุษย์มาใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความภาคภูมิ ใจในถิ่นฐานบ้านเกิดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นด้วย ส่วนการสอนจะใช้เทคนิค “Total Physical Response (TPR)” หรือระบบการสอนที่เน้นทักษะการฟัง-พูด โดยใช้การออกคำสั่งเป็นภาษาไทยสั้นๆ เช่น ยืน นั่ง กระโดด โบกมือ เพื่อให้เด็กปฏิบัติตาม เป็นการสอนแบบ “พัฒนาการเรียนรู้โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้
ที่โรงเรียนบ้านประจัน ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พบว่าการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาล 1 ครู จะเน้นไปที่การเล่านิทานภาพเป็นภาษามลายู มีการตั้งคำ ถาม เพื่อให้เด็กใช้จินตนาการและพูดตอบโต้
แต่พอชั้นอนุบาล 2 จะเริ่มสอนในหมวดพยัญชนะ อาทิ ตัว ร.เรือ หรือ “รอดียู” ในภาษามลายู มีความหมายว่า “วิทยุ” โดยครูจะสะกดทีละพยางค์ และให้เด็กอ่านตาม โดยในแต่ละวันจะเน้นการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง-การพูดภาษาไทยให้เด็กได้ฟังและปฏิบัติตาม เช่น ครูสั่งให้ยืนพร้อมกับโบกมือ และสั่งให้เด็กทำท่าทางต่างๆ ด้วยคำสั่งเป็นภาษามลายู และภาษาไทยง่ายๆ
ส่วนชั้น ป.1 ในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นการฝึกทักษะการนับด้วยภาษามลายูถิ่น และภาษาไทย โดยเริ่มนับตั้งแต่ 1-10, 20, 30 จนถึงหลัก 100 สามารถต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่ภาษามลายูกลาง อักษรยาวี และภาษามลายูกลางอักษรรูมี หรือ ภาษามาเลเซีย รวมทั้งยังสามารถพัฒนาต่อยอด ไปสู่ภาษาอินโดนีเซีย บรูไน ซึ่งเป็นภาษาเพื่อนบ้านที่สำคัญในประชาคมอาเซียน นอกจากนั้นภาษาที่ใช้มากที่สุดในประชาคนอาเซียนคือภาษามลายูอีกด้วย ดังนั้นเยาวชนจะมีพื้นฐานการศึกษาผ่านฐาน ทางภาษาที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นภาษาสำคัญต่อการสื่อสารและสร้างสัมพันธมิตรที่ดีในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน

หลักการและเหตุผล

เมื่อครั้งหนึ่งฉันจำได้ว่าเห็นพ่อหลวงของแผ่นดินผ่านจอแก้วกับพระบรมราโชวาทที่จำได้ขึ้นใจ
“ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดถึงเรา ทุกคนจึงมีหน้าที่ต้องรักษาไว้”  เพราะภาษาไทยเรานี้มีทำนอง เป็นการแสดงตัวตนของคนในชาติ ความเป็นวิถีชีวิต ปรัชญา วัฒนธรรม ภาษาถิ่นก็เปรียบเสมือนกับความร่ำรวยของภาษาไทย ที่คำศัพท์คำหนึ่ง จะสามารมีชื่อเรียกออกไปได้หลายชื่อ แสดงให้เห็นว่า ภาษาถิ่นก็คือภาษาไทย ไม่ควรแบ่งแยกความเป็นชาติพันธ์ เสมือนเป็นการแบ่งชนชั้นของสังคม จนเกิดกลายเป็นปัญหาชายแดนใต้ในปัจจุบัน หนึ่งในสาเหตุอาจเป็นเพราะข้อเสียสุดโต่งในระบบทุนนิยมที่
ประเทศเรากำลังเป็น ช่องว่างระหว่างรายได้ที่ฟอนเฟะต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นและความเป็นชาติที่โคตรจะเข้มข้นของเรา ทำให้คิดว่าต้องทำตามคนส่วนใหญ่ถึงจะถูก ชนกลุ่มน้อยเป็นเรื่องที่มองข้ามไปของสังคม อีกหนึ่งในพระราชดำรัสของพ่อหลวงคือ       “เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียงคือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ ต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้… สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก…” เป็นที่รับรู้กันว่าประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตลักษณ์ด้าน ภาษา ซึ่งแตกต่างจากไทยกลางซึ่งเป็นภาษาราชการ และภาษาไทยพื้นเมืองของคนในภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ เพราะคนที่นี่กว่าร้อยละ 83 ใช้ภาษา “มลายูถิ่น” ในการสื่อสาร ซ้ำร้ายเด็กอีกจำนวนหนึ่งถึงขั้นปฏิเสธการศึกษาสายสามัญ ส่งผลกระทบต่อการหางานทำ และก่อปัญหาอื่นๆ ตามมามากมายการศึกษาของเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และต่ำที่สุดในประเทศ
จึงเกิดการรวมตัวเป็นโครงการ ทวิภาษา มีโรงเรียนนำร่อง 4 แห่ง 4จังหวัดภาคใต้ คือ โรงเรียนบ้านประจัน
ในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี โรงเรียนบ้านบึงน้ำใส อ.รามัน จ.ยะลา โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 10  อ.เมือง จ.นราธิวาส
โรงเรียนตำมะลังเหนือ อ.เมือง จ.สตูล

เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์เป็นเพียงเส้นสมมุติที่ถูกกำหนดโดยแต่ละ ประเทศ และเส้นเขตแดนในแต่ละยุคสมัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในขณะที่บริเวณที่เป็นชายแดนของแต่ละประเทศนั้นมีการใช้วัฒนธรรมร่วมกันมานาน
ก่อนจะมีเส้นเขตแดนด้วยซ้ำ ดังนั้น ผู้คนตามบริเวณแนวชายแดนจึงสามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้ง่ายกว่าหาก
ใช้ วัฒนธรรมเป็นตัวกลาง หากเราไม่ใช่คนท้องถิ่นนั้น แต่จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่นั่น การเรียนรู้ภาษาถิ่นที่เราอาศัย
อยู่จะช่วยทำให้เข้าใจวัฒนธรรมในท้องถิ่นได้ ดียิ่งขึ้น ส่งผลถึงการยอมรับจากชาวบ้านที่นั่นด้วย
นอกจากนี้การเข้ามาของ Globalization ทำให้ความเป็น Localization หดหายไป โลกาภิวัตน์มาถึงเป็นยุคที่การสื่อสารไร้ที่สิ้นสุด เราเป็นหมู่บ้านโลก หรือ Global village ทำให้วัฒนธรรมต่างๆที่ถูกสร้างผ่านสื่อจำนวนมาก ไหลเวียนเข้ามาได้ง่าย เกิดความเป็น Pop culture ที่ทำให้ Traditional culture เลือนไปทีละนิด ทีละนิด ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อหนังสือ สื่อกระจายเสียงต่างพากันใช้ภาษากลาง ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ห่างเหินความเป็นท้องถิ่น
เข้าไปทุกที นอกจากนี้ปัจจุบันรัฐบาลเริ่มโหมกระหน่ำการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการเตรียมตัวสู้อาเซียน ทำให้สื่อมากมายให้ความสนใจภาษาอังกฤษ หลักสูตรการศึกษาหลงลืมเรื่องภาษาถิ่น อันที่จริงก็หลงลืมกันมานานแล้ว
มุ่งแต่การก้าวสู่ AEC ด้วยภาษาอังกฤษ โดยหารู้ไม่ว่า ภาษามลายู ของคนใต้ ก็สามารถนำไปสู้การศึกษา อักษรยาวี อักษรรูมี เพื่อบรูไน และประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้หลายๆประเทศยังใช้ จะเห็นว่าภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศถ้าได้ถูกศึกษาแล้วนำไปใช้กับคนชาตินั้นๆ มันดูดีกว่าใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเยอะ รัฐบาลควรให้ความสนใจในการสอนแบบทวิภาษา เพราะนอกจากจะเป็นการเตรียมตัวสู่อาเซียนที่ดีแล้ว ผลวิจัยส่วนใหญ่ยังออกมาอีกว่า
เด็กที่เรียนแบบทวิภาษามีพัฒนาการทางสมองเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่เรียนภาษาเดียว เพราะทวิภาษาอาศัยการจดจำ การต่อเติมความหมาย อักษร ทำให้ฝึกให้เด็กริเริ่มคิด ขีดเขียน นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ถ้าเราอนุรักษ์ภาษาถิ่น
ได้ก็เท่ากับว่าเราอนุรักษ์วัฒนธรรม วิถีชีวิต ของคนในท้องถิ่นนั้นได้เช่นกัน

ทวิภาษา

นอกจากเราจะมี“ภาษาไทย”อันเป็นภาษากลางที่ใช้อยู่ทั่วไปแล้ว เราต้องอย่าลืมว่า “ภาษาถิ่น”ของภาคต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานก็เป็นภาษาไทยที่มีคุณค่าต่อเราเช่นกัน เพราะนอกจากจะทำให้เราสื่อสารกัน
ด้วยความรู้ ความเข้าใจทั้งในการพูด อ่าน เขียนในแล้ว  ยังทำให้เราเข้าใจความหมายของกวีนิพนธ์ คำสอน  วิถีชีวิต  เรื่องราวต่างๆของคนในอดีต อันมีผลต่อการศึกษาด้านจริยธรรม วรรณศิลป์และคติอีกด้วย เช่น สุภาษิต นิทานชาดกที่เป็นคือเป็นการบอกเล่าด้วยปากหรือวรรณกรรมที่มีการสอดแทรกคุณธรรมสอนเยาวชน
ภาษาไทยถิ่นใต้แยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันออก (สำเนียงนครศรีธรรมราช) บริเวณจังหวัด นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี 2. ภาษาไทยถิ่นใต้ตะวันตก ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นใต้
ที่พูดอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร
3.ภาษาไทยถิ่นใต้สำเนียงเจ๊ะเห บริเวณพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี รวมทั้งในเขตรัฐกลันตันของมาเลเซีย อย่างไรก็ดี  เราต้องไม่ลืมว่า “ภาษา” เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น ชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษแต่ละชาติแต่ละภาษา ได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องไปยังลูกหลานของตน  ขอยกคำกล่าวของ หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล มากล่าว (ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้)
“ในโลกนี้มีอะไรเป็นไทยแท้ ของไทยแน่นั้นหรือคือภาษา ที่ผลิดอกออกผลแต่ต้นมา รวมเรียกว่าวรรณคดีไทย และอย่าลืมจิตใจแบบไทยแท้ เชื่อพ่อแม่ฟังธรรมคำสั่งสอน กำเนิดธรรมจริยาเป็นอาภรณ์ ประชากรโลกเห็นเราเป็นไทย ได้รู้เช่นเห็นชัดสมบัติชาติ เหลือประหลาดล้วนเห็นเป็นศักดิ์ศรี ล้วนไทยแท้ไทยแน่ไทยเรามี สิ่งเหล่านี้คือวัฒนธรรม

ความรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งมองว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่รัฐไทยใช้เพื่อกลืน วัฒนธรรมของพวกเขา และนั่นดูเหมือนจะเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนของรัฐหลายร้อยโรงจึงถูกเผา ด้วยความขัดแย้งทางภาษาที่เมื่อก่อนโรงเรียนเปิดสอนแต่ภาษาไทย ทำให้ชาวมุสลิมจำนวนมากเกิดความรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมของสังคม นอกจากนี้ภาษาแม่อย่างภาษาถิ่นก็ใกล้จะตายลงเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยมหิดลได้อธิบายถึงสถานการณ์ทางภาษาเล็กๆ ที่กำลังใกล้จะสูญไป ไว้ดังนี้  “การสูญเสียภาษาถิ่น หมายถึง การสูญเสียระบบความรู้ ความคิดและโลกทัศน์ ภูมิปัญญาด้านต่างๆ รวมทั้ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ และเครื่องมือสื่อสารและสื่อของการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ” ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงเล็งเห็นความสำคัญและระบุให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไข มีมาตรการต่างๆดังนี้ ดังนี้  1. รัฐต้องเร่งส่งเสริมการสอนแบบทวิภาษาในพื้นที่ตะเข็บชายแดนใต้  2.รัฐต้องระดมความร่วมมือเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านในจังหวัดที่มีความ หลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา 3 .รัฐและทุกภาคส่วนระดมความร่วมมือเพื่อขยายกิจกรรมสร้างเสริมนิสัยการ อ่านอย่างยั่งยืน 4.สร้างกลไกระบบเกื้อหนุน
5.นำภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และ 6.พัฒนาบทบาทครูรวมถึงปรับปรุงโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้มีชีวิต.

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และรองประธานมูลนิธิคุณพุ่ม เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้รายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในโรงเรียน แนวชายแดนใต้ โดยนำภาษาท้องถิ่นไปร่วมจัดการเรียนรู้  หรือโครงการทวิภาษา พบว่ามีเด็กนักเรียนที่ใช้ภาษาถิ่น เช่น ภาษามลายู ถึงร้อยละ 50  เมื่อประเมินผลสัมฤทธิ์พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีผลคะแนนวิชาภาษาไทยต่ำมาก แต่เมื่อนำโครงการดังกล่าวไปนำร่อง ทำให้เด็กในระดับ อนุบาลถึงประถมศึกษามีความสุขกับการเรียนมากขึ้น เพราะสามารถสื่อสารเข้าใจกับครูได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนตามโครงการทวิภาษาจะเป็นการปรับกระบวนการเรียนการสอน ใหม่ เช่น จัดทำสื่อการเรียนรู้พื้นฐานเชื่อมโยงกับภาษาถิ่น หรือให้คณะกรรมการสถานศึกษา ร่วมออกแบบสื่อการเรียนรู้ให้ เพื่อให้สอดคล้องกับเด็กตามสภาพพื้นที่ ขณะเดียวกันจะมีการอบรมครูให้เข้าใจภาษาถิ่นควบคู่ไปด้วย
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยมหิดลให้ประเมินโครงการทวิภาษาและเน้นว่าการเรียนการสอนแบบทวิภาษาจะมีส่วนช่วย
1) เพิ่มสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริงหรือไม่  และ
2)  สามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยของเด็กในกลุ่มชาติพันธุ์ให้ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ และอย่างไร มีวัตถุประสงค์การประเมินดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างโรงเรียนทดลองและโรงเรียนคู่เทียบ และ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียน มีกลุ่มเป้าหมายคือโรงเรียนเขตพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 8 โรงเรียน โรงเรียนทดลอง 4 โรงเรียน คือรายชื่อโรงเรียน 4 โรงเรียนที่กล่าวไว้ที่บทนำ  และโรงเรียนคู่เทียบ 4 โรงเรียน นำไปดำเนินการทดสอบกับนักเรียน สำหรับผลการวิจัยเป็นดังนี้ 1) นักเรียนของโรงเรียนทดลองมีคะแนนสูงกว่านักเรียนของโรงเรียนคู่เทียบในทุก สาระการเรียนรู้
2)  ทักษะการอ่านของนักเรียนโรงเรียนทดลองมีศักยภาพการอ่านสูงกว่านักเรียน โรงเรียนคู่เทียบ        3)  ผลการเปรียบเทียบจำนวนนักเรียนที่สอบได้ในช่วงควอไทล์ต่างๆ ระหว่างโรงเรียนทดลองและโรงเรียนคู่เทียบในทุกสาระการเรียนรู้ ปรากฏดังแผนภูมิ

ขอขอบคุณภาพจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

รองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการวิจัยพบว่า ทักษะด้านภาษาไทยของเด็กในโรงเรียนเป้าหมายทั้ง 4 แห่ง มีพัฒนาการสูงขึ้น อีกทั้งเด็กกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นโดยบอกเหตุและผลของตน “ผลงานวิจัยนี้ คาดว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการศึกษาที่เหมาะสมและเป็นทางออกหนึ่งในการ แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะยาว อีกทั้งโครงการทวิภาษา นับเป็นนวัตกรรมและความท้าทายที่จะนำไปสู่การทบทวนนโยบายภาษาเพื่อการศึกษา ที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างเยาวชนไทยมุสลิมในเขตจังหวัดชาย แดนภาคใต้ ให้เติบโตขึ้นเป็นประชากรไทยที่มีคุณภาพ มีความมั่นใจและมั่นคงในอัตลักษณ์การเป็นคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูตามความ ต้องการของคนในพื้นที่ และเป็นการช่วยรณรงค์ในระดับโลกด้านการปกปักษ์รักษาความหลากหลายของภาษาและ วัฒนธรรมท้องถิ่น”
คุณครูต่วนเยอะ นิสะนิ คุณครูประจำชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านประจัน เล่าถึงระบบการเรียน การสอนด้วยความสนุกสนาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้โรงเรียนเคยได้รับจดหมายขู่จะเผาโรงเรียนจากชายชุดดำ “ตั้งแต่สอนแบบทวิภาษา
พ่อแม่เด็กบางคนถึงกับมาหาครูที่โรงเรียน มาถามว่าทำอะไรกับลูกเขา กลับบ้านไปเด็กอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าเลย ทั้งใบปริญญา เห็นป้ายอะไรแปะไว้ก็หัดสะกด หัดอ่าน วันนี้หลายคนแม้กระทั่งเด็กในเมืองก็อยากจะย้ายลูกมาเรียนที่ โรงเรียนบ้านประจัน เมื่อโครงการทวิภาษาเริ่มมีการทดลองที่เห็นผลถึงระดับชั้น ป.1 และมีเด็กคว้ารางวัลชนะเลิศ การอ่านเขียนภาษาไทยระดับจังหวัดมาเป็นเครื่องพิสูจน์งานทดลอง ที่เริ่มเผยแพร่สู่การรับรู้ของคนภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม”โครงการทวิภาษานอกจากจะพิสูจน์ความสำเร็จในตัวเอง ยังถือเป็นการพิสูจน์ความสำคัญของภาษาแม่ (Mother tongue) ซึ่งแม้แต่องค์การยูเนสโกก็หันมาให้ความสำคัญว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วย สื่อสารให้มนุษย์มีพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะเป็นภาษาแรกที่เด็กได้รับตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คุณครูแวมีเนาะ วาเลาะ คุณครูประจำชั้นประถมปีที่ 1ได้เปิดเผยอีกว่า “เราให้เด็กๆ วนกันดูภาพต่างๆ เสร็จแล้วก็ให้เขาช่วยกันเรียง ลำดับภาพตามเรื่องราว ถ้าเรียงแล้วยังมีคนไม่เห็นด้วยก็ให้เด็กคนนั้นออกมาเรียงใหม่ ระหว่างนี้เราก็ถามว่าเพราะอะไรทำไมเหตุการณ์นี้มาก่อนมาหลัง โดยพยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วม วิธีการสอนแบบนี้นอกจากจะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องราวแล้ว ยังทำให้เด็กกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก ”
จากการสำรวจทัศนคติทางภาษาของกลุ่มชาติพันธ์กับภาษาถิ่นตนเอง กลุ่มประชากรตัวอย่างในภาคใต้พบว่า ความคิดเห็นในแง่บวกโดยเฉลี่ยทุกกลุ่มแล้ว 3 อันดับแรก คือ เห็นว่าการพูดภาษาถิ่นในกลุ่มของคนไทยแสดงให้เห็นถึงการอนุรักษ์ และธำรงภาษา อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงไปเป็นการเห็นว่าภาษาถิ่นเป็นการแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชน อยู่และเห็นว่าการพูดภาษาถิ่นเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน อยู่ในส่วนความคิดเห็นใน
แง่ลบ 3 อันดับแรก คือ เห็นว่าหากใช้ภาษาถิ่นในสาธารณชนจะถูกมองเชิงตำหนิ อยู่ในระดับปานกลาง รองไปเป็น รู้สึกอายเมื่อใช้ภาษาถิ่นต่อหน้าคนแปลกหน้าที่เป็นคนไทยถิ่นอื่นๆอยู่ในระดับปานกลางและเห็นว่าการพูดภาษาถิ่นในกลุ่มของคนถิ่นแสดงถึงความเชย

2) สถานการณ์ เหตุผล และแนวโน้ม ในการใช้ภาษาไทถิ่นโดยเฉลี่ยแล้วคนที่พูดภาษาถิ่น จะใช้ภาษาถิ่นเมื่อพูดอยู่

กับเพื่อนที่ใช้ภาษาถิ่นด้วยกันมากที่สุด ในระดับมาก รองลงไปจะใช้ภาษาถิ่นเมื่ออยู่กับญาติในบ้าน ในระดับปานกลาง และใช้ภาษาถิ่นเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้าในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุด นอกจากนี้ทุกกลุ่ม
โดยเฉลี่ยประมาณ 87.38 เห็นว่าจำเป็นที่ต้องให้ลูกหลานพูดภาษาถิ่นของตนได้ ด้วยเหตุผลที่ต้องการอนุรักษ์ภาษาถิ่นให้คงอยู่ต่อไป โดยคนไทยที่พูดภาษามลายูกว่าร้อยละ 69.90 เห็นว่าจำเป็นที่ต้องให้ลูกหลานพูดภาษามลายู
ด้วยเหตุผลว่า ควรอนุรักษ์ภาษาถิ่นไว้ให้ลูกหลานสืบสานมรดกท้องถิ่น ประเพณี วัฒนธรรมต่อไป และเป็นภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น เป็นภาษาของบรรพบุรุษตั้งแต่ดั้งเดิม ควรสืบสานและอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน

รายชื่อ 12 โรงเรียนใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนทวิภาษา ” ในปี 2555

นราธิวาส
โรงเรียนกำปงปีแซ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส
โรงเรียนบ้านหัวคลอง อ.ตาบใบ จ.นราธิวาส
โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะซามา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
โรงเรียนบ้านบูเกะตาโมง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

ปัตตานี
โรงเรียนจือโร๊ะ อ.เมือง ปัตตานี
โรงเรียนบ้านลดา อ.เมือง จ.ปัตตานี
โรงเรียนบ้านกรือเซะ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
โรงเรียนบ้านบูโกะ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
โรงเรียนบ้านบน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

ยะลา
โรงเรียนบ้านปงตา อ.รามัน จ.ยะลา
โรงเรียนบ้านตะโละหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา
โรงเรียนบ้านปาแดรู อ.ยะหา จ.ยะลา

ส่วนเสริม

อาจเพราะเราไม่ใช่ชาตินิยม รู้หรือไม่ว่า ประเทศจีน เป็นอีกตัวอย่างการใช้ภาษาของตนที่ดี ประเทศจีนใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 30 เท่า ไม่ต้องบรรยายว่าภาคเหนือกับภาคใต้อยู่ห่างกันกี่พันลี้ ทำให้มีความหลากหลายในภาษาถิ่น และที่สำคัญพวกเขายังใช้มันจวบจนทุกวันนี้ อาจเพราะความเป็นชาตินิยมที่ถูกปลูกฝังให้รักชาติ ปฏิเสธภาษาอื่นๆทุกรูปแบบ ภาษาจีนถูกขโมยไปใช้โดยญี่ปุ่น เกาหลี และ ฮ่องกง ถึงแม้ตัวอักษรที่ถูกขโมยไปจะถูกแต่ละชาติเปลี่ยนเสียงให้เป็นของชาติตน แต่คนจีนยังคงอ่านคำเหล่านั้นเป็นภาษาจีน ไม่ใส่ใจว่าชาตินั้นออกเสียงว่าอะไรเพราะถือว่านี่คือภาษาของพวกเขา ทำให้พวกเขายังคงมีภาษาถิ่นใช้ ความร่ำรวยของภาษาสะท้อนออกมาตามความหลากหลายของคำศัพท์  จากความขัดแย้งมากมายทางภาษาและวัฒนธรรม ภาษาถิ่นที่ถูกภาษากลางบทบัง ด้วยอำนาจทุนนิยม ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม ถูกนำไปกล่าวอ้าง ตู่เติมในการใช้ความรุนแรง ไร้ซึ่งมนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง ในสามจังหวัด ภาครัฐจึงเริ่มให้ความสนใจกับ “สันติศึกษา” ที่สร้างรากฐานสันติภาพในจิตใจของเด็กๆ ดั่งคำกล่าวของผู้ยิ่งใหญ่ อย่าง Gandhi “หากเราต้องการสันติภาพที่แท้จริง ต้องเริ่มต้นที่เด็ก” กอปรกับยุค social media
การเข้ามาของโครงการ tablet เพื่อเด็กประถมศึกษา ของรัฐบาลปัจจุบันการสอนด้าน สันติศึกษาได้มีการพัฒนา content ให้ง่ายต่อการเจ้าถึง จากอุปกรณ์ tablet  PEACeXCELS เป็นการอบรมระยะสั้นออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีความยืดหยุ่น ภายใต้หลักสูตร “สันติศึกษาสู่ความเป็นเลิศสำหรับผู้นำสถานศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”  (Peace Education Excellence in School Leadership for Southeast Asia) 
ส่วนแรก เป็นการปลูกฝังสันติภาพ ในตนเองและการเป็นนักต่อสู้เพื่อสันติภาพในโรงเรียน 
ส่วนที่ 2  การส่งเสริมสันติภาพ และการเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมในโรงเรียนและชุมช
รูปแบบการเรียนรู้ได้รับการออกแบบให้มีการโต้ตอบ ศึกษาด้วยตนเอง และนำหลัก การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่
4 A’s  มาใช้ คือ กิจกรรม การวิเคราะห์ การปฏิบัติ และการนำไปใช้ (Activity, Analysis, Abstraction, and Application)  โดยผู้รับการอบรมจะต้องเรียนรู้เนื้อหาด้วยตนเองจากเอกสาร CD-based และ Web-based
เพราะพวกเขาเชื่อว่า สันติภาพเริ่มได้จากตัวเราเอง ขยายออกไปสู่คนรอบข้าง ชุมชนและสังคม

ขอขอบคุณภาพจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
การเรียนการสอนแบบทวิภาษา
แนวคิดการเรียนการสอนแบบขั้นบันใด การให้เด็กใช้ภาษาแม่ตั้งแต่ปฐมวัยนั้นสำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างรากฐานให้กับเด็ก จากการนำเด็กจากบ้านเข้าสู่โรงเรียน จากการพูดไปยังการเขียน และจากภาษาที่ 1 สู่ภาษาที่ 2
การใช้ภาษาแม่ L1 นำไปสู่การพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ของภาษาที่ 2  L2 คือภาษาไทย การสอนจะเน้นให้เด็กค่อยๆก้าวขึ้นไปทีละขั้นจนใช้ภาษาได้อย่างชำนาญ เป็นการเรียนจากสิ่งที่รู้ไปยังสิ่งที่ไม่รู้ ดั่งเช่นแผนภูมิ

ขอขอบคุณภาพจาก ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

รูปแบบการสอนใช้เวลาทั้งหมด 8 ปี ตั้งแต่ อนุบาล 1 ถึง ประถมปีที่ 6 การจัดการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น  2แบบ
1) การสอนภาษาไทยจะไม่น้อยไปกว่าเดิมยังคงตามข้อกำหนดกระทรวงศึกษา แต่จะสอดแทรก ประยุกต์ให้เข้ากับภาษาท้องถิ่น
ให้เหมาะสมกับความรู้พื้นฐานด้านภาษาถิ่น เช่น การอ่านออกเขียนได้ รวมทั้งเสริมคลังคำศัพท์และสำนวน ความชำนาญการใช้ไวยากรณ์
2) การสอนภาษาถิ่นมลายูใช้เนื้อหาด้าน ภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต วรรณกรรม จริยธรรม กำหนดเป็นหลักสูตรท้องถิ่น สื่อการสอนสร้างโดยความร่วมมือของชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน
3) การใช้ภาษาแม่และภาษาราชการเป็นสื่อการสอนควบคุมเนื้อหาในทุกๆรายวิชา โดยควบคุมสัดส่วนการใช้สองภาษาตามพัฒนาการของเด็ก จัดเนื้อหาให้เหมาะสมตามข้อกำหนดของกระทรวงศึกษา
ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็ดีใจที่ลูกๆ รู้จักวิธีการปฏิบัติตนตามแบบวัฒนธรรมอิสลามที่เหมาะสมและรู้จักการปฏิบัติ ตนตามมารยาทของไทย  มีความพอใจที่เด็กๆ ร้องเพลงเป็นภาษามลายูถิ่นได้ และแปลกใจที่เด็กพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจนในการฝึกออกคำสั่งให้พ่อแม่ ปฏิบัติ  ตามวิธีการ TRP  เมื่อเริ่มเรียนคำศัพท์ภาษาไทยจากโรงเรียน  สำหรับทางโรงเรียนและผู้ เกี่ยวข้องพอใจผลการประเมินเปรียบเทียบความรู้ด้านภาษามลายูถิ่นและภาษาไทย ก่อนและหลังเรียน  ซึ่งเห็นชัดเจนถึงพัฒนาการของเด็ก เช่น ความรู้ภาษาไทยของเด็กสามจังหวัดในโรงเรียนทดลอง เมื่อเริ่มเรียนมีความรู้ไม่เกิน 20%    แต่หลังจากการเรียน  ผลประเมินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 60%

จุดมุ่งหมาย

สิ่งที่นักสื่อสารมวลชนคาดหวังไว้มากที่สุดคือหวังว่าผลงานของพวกเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่มากก็น้อย ฉันก็หวังไว้แบบนั้นเช่นกัน อยากให้สังคมกลับมามองความสำคัญของพหุวัฒนธรรมและความหลากหลาย
ของชาติพันธ์ เช่นเดียวกับ คำคมเล็กๆที่ฉันคิดได้ขึ้นมาเมื่อได้รู้ว่าตนเองได้ทำเรื่องนี้  “ภาษาถิ่นคือ ความเป็น ปรัชญา ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในชาติ ถ้าคนไทยลืมภาษาถิ่น ก็เท่ากับว่าลืมรากเหง้าของตนเอง”
ภาษาของเราถือเป็นภาษาที่ร่ำรวยและยังมีทำนองอีกด้วย ปัจจุบันสังคมไทยถูกระบบทุนนิยมล้างสมองขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างวิ่งวนอยู่ใน สนามแข่งหนู ของตนหรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า “Rat race”ด้วยสภาพการแข่งขันทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว เหยียดหยามผู้ที่ต่ำต้อยกว่าเพียงเพราะเขาไม่ได้อยู่ในสนามแข่งแบบตน มุ่งหมายให้เปลี่ยนความคิดคนไทย เรื่องภาษาถิ่นเป็นเรื่องเชย เป็นเรื่องน่าตลก ให้ยอมรับว่า “ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย” ดั่งชื่อเรื่องที่ได้ตั้งไว้ ที่ตั้งใจไว้คือ ไม่อยากใส่ข้อมูลข่าวเข้าไปเยอะๆ เหมือนอ่านหนังสือพิมพ์เพราะมันน่าเบื่อ อยากให้มีกลิ่นไอของคำว่าสารคดีมามีความสำคัญบนพื้นฐานความแน่นของข้อมูล เพียงแต่จับประเด็นมาขยี้หาทางออก หาข้อเท็จจริง และอยากทำให้มันออกมาดูสนุก ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่หรือเด็กๆดูข่าวแล้วจะเบื่อ จะเครียด อยากทำให้มันสนุกเพราะพื้นเพเรื่องเป็นสิ่งที่ชวนสนุกเพราะมีเด็กๆ โรงเรียน คุณครูเข้ามาเกี่ยวข้อง มุ่งหวังให้เด็กๆหัดรับฟังและเร่งทำความเข้าใจ ดั่งที่ ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Gandhi กล่าวไว้ว่า การสร้างสันติภาพต้องเริ่มที่ตัวเด็ก คลับคล้ายคลับคลากับสำนวนไทยที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก” ภาษามลายูปาตานีมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีแนวโน้มว่า ถ้าไม่รักษาไว้ก็จะหมดไปในเวลาไม่นาน เมื่อก่อนคนแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ไม่เคยนึกว่าภาษาของตนจะถึงวันสิ้นสูญ แต่พอมาปัจจุบันมันล้มหายตายจากลงเรื่อยๆ นอกจากนั้น การสอนภาษาไทยควร ให้สอดคล้องกับประชาชนในพื้นที่ เนื่องมาจากการสอนภาษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการสอนที่มีประสิทธิภาพ น้อย ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลส่วนหนึ่ง คือการสอนภาษาไทย ที่นี่ ใช้รูปแบบและหลักสูตร เหมือนกับสอนเด็กในภาคอื่น   เด็กจึงซึมซับเรียนรู้ได้ช้ากว่า เมื่อใช้ภาษาไทยไม่คล่องการเรียนวิชาต่างๆ ก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้น ถ้า จะให้เด็กเรียนวิชาต่างๆ ได้ดี ก็ต้องตั้งต้นปรับเปลี่ยนการสอนภาษาไทย ปรับเปลี่ยนการสอนวิชาต่างๆ ตั้งแต่เล็กๆ ต้องสอนสองภาษา อีก ด้านหนึ่งคือกลไกในการขับเคลื่อน ต้องเร่งสร้างสื่อการสอน สื่อทางไกล การจัดการสอนพิเศษแก่เด็กที่ต้องการการเรียนต่อ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบทิศทางการพัฒนาโครงการให้ไปสู้จุดหมายได้อย่างเป็นรูปธรรมภาษาถิ่นยังควรใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันอีกด้วยเช่น วรรณกรรม ป้าย หรือในสถานที่ราชการ พัฒนาการด้านสังคมและวัฒนธรรม  ทำให้เด็กมีความภูมิใจในภาษาและ วัฒนธรรมของตน ในขณะเดียวกับที่เคารพในความคิด ความเชื่อของบุคคลจากวัฒนธรรมอื่น อันจะนำไป สู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมแบบสังคมไทยอย่างเป็นสุข

คุณค่า

มีการเรียนการสอนแบบภาษาเดี่ยวเป็นมาหลายสิบปี ส่งผลกระทบให้กลับกลาย เป็นว่า ระบบการเรียนการสอนนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเมื่อพบว่า  “จากการวัดผลการศึกษาของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือช่วงชั้นที่ 1 พบว่าเด็กในสามจังหวัดภาคใต้อ่านภาษาไทยไม่ออกและเขียนไม่ได้ถึง 30.82% มีอีก 20% กว่า ต้องปรับปรุงและถ้าวัดเฉพาะทักษะด้านการเขียน ตัวเลขนี้จะปรับสูงขึ้น เกินกว่า 40%” นอกจากนี้ยังพบผลสำรวจที่น่าตกใจ คือ  นักเรียนนิยมเรียนต่อในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ร้อยละ 65 ในโรงเรียนของรัฐ ร้อยละ 35
นักเรียนในระบบโรงเรียนออกกลางคัน ร้อยละ 20 ผลสัมฤทธิ์ของระดับประถมและมัธยม มีคะแนนต่ำกว่าระดับประเทศทุกวิชา และต่ำกว่าร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม ประชากรวัยเรียนจบระดับอุดมศึกษาร้อยละ 2
ปัญหาสังคมทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเกิดจากการที่มีคนทำไม่ดี แต่รวมถึงเกิดจากการที่ เราไม่ริเริ่มทำสิ่งดีๆและทำความเข้าใจกับความหลากหลายของชาติพันธ์ เด็กๆคุ้นเคยกับเสียงภาษาถิ่นรอบตัวมาตั้งแต่เยาว์วัย เด็กทารกหัดพูดและพัฒนาภาษาจากคนใกล้ชิดเด็กๆถูกเติบโตมาด้วยภาษาแม่เช่น แม่พูดมลายูคุยกับลูกๆเมื่อจากบ้านมาเข้าสู่โรงเรียน พวกเด็กๆเหล่านี้ฟังภาษาที่ครูไทยสอนไม่รู้เรื่อง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ไม่ยอมเรียนอาจจะมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป แต่ไอ้เรื่องเหล่านี้แหละที่พวกใช้ความรุนแรงนำมากล่าวอ้าง เหตุผลข้างๆคูๆทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ใช้ก่อความรุนแรงความเป็นพหุวัฒนธรรม ของชาติพันธ์เป็นสิ่งที่สวยงามมีคุณค่าจะทำอย่างไรให้เด็กที่เติบโตมาจากภาษาเล็กๆ ให้เข้ามาเรียนได้อย่างราบรื่นและมีความสุขกับภาษาราชการ โรงเรียนทวิภาษา คือ อีกหนึ่งการบูรณาการการทำงานภายใต้การนำยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพทรัพยากร มนุษย์มาใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มโอกาสทางการศึกษา รวมทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความภาคภูมิ ใจในถิ่นฐานบ้านเกิดให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น องค์การยูเนสโกให้ความสำคัญของการ ดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ การพัฒนาและสืบสานภาษาแม่ เพราะภาษามีบทบาทต่อการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่เด็กจนโต หากขาดพื้นฐานความเข้าใจ ก็จะส่งผลต่อต่อศักยภาพในการพัฒนาต่อบุคคล นอกจากนี้เจ้าภาษาถิ่นอย่างภาษามลายูมิใช่ด้อยค่าในประชาคมอาเซียนเพราะเด็กๆเหล่านี้ จะได้ทุนของชีวิตดีๆเพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อมการแข่งขันในระบบทุนนิยมอันน่าขยะแขยง พวกเขาจะสามารถพูดไดมากกว่าสองภาษา และเขียนอักษร ยาวี รูมี โรมัน อันที่จริงแล้วกลุ่มประเทศอาเซียนใช้ภาษามลายูในการสื่อสารมากที่สุด นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า “มาถูกทาง” การใช้ภาษามลายูสื่อสารกับคนใน
อาเซียนให้ความรู้สึกเหมือนได้สื่อสารกับคนบ้านเดียวกัน เหมือนกับคนไทยพูดกับคนไทย เพราะคนในชาติอาเซียน
บางประเทศยังมีทัศนคติแย่กับภาษาอังกฤษ ภาษามลายูจึงเป็นทางเลือกที่ดีมากในการติดต่อสื่อสารของพวกเด็กๆ
ในอนาคตภายใต้โครงการทวิภาษาพวกเขาเชื่อว่า “ท่ามกลางความแตกต่างเราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ” นั่นเพราะ ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย

ลักษณะของคำถามประเด็นคำถาม

โดยหลักๆจะกระจายไปถามผู้คนที่มีความสำคัญกับเรื่องนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือ ผู้มีบทบาท ส่วนที่สองคือ ผู้ชำนาญการ ส่วนที่สามคือ ผู้อยู่ในสถานการณ์หรือเหตุการณ์นั้นๆ และส่วนสุดท้ายคือ ประชาชน

ผู้มีบทบาทคือคนของรัฐบาลที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้ดั่งใจ ควรเป็นคนหลังๆที่จะถูกสัมภาษณ์ เพราะเราควรลงพื้นที่ดูเสียงประชาชนและนำเสียงสะท้อนเหล่านั้นกลับมาถามคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ได้ ภายใต้อำนาจอันชอบธรรม เน้นให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดมากกว่าคนสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นแบบทางการ
ต้องทำการบ้านให้ดี เป้าหมายแรกๆคือสถาบันวิจัยภาษาต่างๆเพื่อที่จะได้พบบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่รู้เช่นเห็นชัด
ในเรื่องนี้เช่น สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา สยามบรมราชกุมารี ที่วิทยาลัยมหิดล

– ควรจะพัฒนาระบบภาษาเขียนและเอกสารที่ใช้ อักษรยาวี (อักษรอาหรับประยุกต์) หรืออักษรไทยหรือไม่
– อักษรใดจะเป็นที่ยอมรับของเจ้าของภาษามากกว่ากัน อักษรใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายใด  ในการนำไปใช้
– ภาษาที่เลือกควรมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการหรือเมื่อ ราชการต้องการสื่อสารกับประชาชน หรือภาษาในชีวิตประจำวันเช่นภาษาในป้ายบอกทาง บอกสินค้า บอกสถานที่สำคัญ หรือไม่
– ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยทั้งผองควรเปิดรับชาติพันธ์ พหุวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลาย
– ขณะนี้รัฐบาลมีความชัดเจนเพียงพอหรือยังในการส่งเสริมทวิภาษา
– รัฐบาลชุด(ปู)นี้ได้เดินหน้าโครงการทวิภาษาต่อจากรีฐบาลชุดที่แล้วไปในทิศทางใด
– เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ เป็นสิ่งรบกวนทางกายภาพแก่คุณครูผู้สอนเหล่านั้น มากน้อยเพียงใด
– สันติธานีโมเดลคืออะไร มีประโยชน์อะไรต่อประชาชนบ้าง
– พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงในเรื่องใดของภาษาถิ่นบ้าง
– คิดอย่างไรโจรที่ใต้นำเอาความแตกต่างทางวัฒนธรรมมาเป็นข้ออ้างก่อเหตุความรุนแรง เช่น ห้ามขายของวันศุกร์แบบในข่าว

นายสมพงษ์ ปานเกล้า รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา
นายสาเหะอับดุลเลาะ อัลยุฟรี ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการวิจัยฝ่ายชุมชน 4 จังหวัด
พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เลขธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
คุณหญิงกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา  เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผศ.ปกป้อง จันทร์วิทย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

นักวิชาการเปรียบกับผู้ชำนาญการในด้านนั้นๆ ที่จะสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆในรูปแบบ ปฐมภูมิคือจากฐานข้อมูลวิชาการ สัมภาษณ์เพื่อต้องการทราบ ประวัติความเป็นมา ข้อเท็จจริง และ ทัศนคติ ของโครงการเป็นข้อมูลดิบที่นำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลต่างๆ ควรให้ความสุภาพและเตรียมตัวไปแบบเป็นทางการ จะถามถึงแนวทางการพัฒนาไปด้วย ความเปลี่ยนแปลง การตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ควบคู่ไปกับทางออกของทวิภาษา

– สันติธานีโมเดลคืออะไร มีประโยชน์อะไรต่อประชาชนบ้าง
– ความกังวลเกี่ยวกับภาษามลายูนี่ เป็นอย่างไรบ้างครับ
– การศึกษาสมัยก่อนที่ไม่ให้ความสำคัญของชาติพันธ์คิดว่าเป็นอย่างไร
– ปราชญ์ชาวบ้านมีอิทธิพลต่อการออกแบบสื่อการเรียนอย่างไร
และพวกเขาเป็นส่วนช่วยให้มีการดำรงอยู่ของภาษาถิ่นหรือไม่
– วิทยุชุมชนเป็นอีกทางออกการรักษ์ภาษาถิ่นหรือไม่
– การสอนแบบจากสิ่งที่รู้นำไปสู่สิ่งที่ไม่รู้เป็นแบบใด
– เชื่อว่าทวิภาษา จะนำมาซึ่งสันติ จริงหรือไม่
– การสำรวจสถานภาพภาษาของแต่ละท้องถิ่น ช่วยให้ท่านเตรียมการเรียนการสอนได้อย่างไร
– มีนโยบายอบรมครูผู้สอนให้มีความพร้อมในระบบทวิภาษาอย่างไร
– เห็นด้วยกับคำว่า “ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย” หรือไม่ อย่างไรและเชื่อหรือไม่ว่า ท่ามกลางความ    แตกต่างเราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
– ภาษามลายูมีบทบาทเพียงใด ในประชาคนอาเซียน
– วางแผนการพัฒนาการเรียนแบบทวิภาษารับประชาคนอาเซียนอย่างไร
– Globalization เข้ามาทำลายความเป็น Localization อย่างไร เช่น Pop culture
ที่มาแทน Tradition culture
– ถ้าอยากฝากข้อความที่จะทำให้คนเปลี่ยนความคิดในการยอมรับความหลากหลายของชาติ  พันธ์ได้ อยากฝากข้อความว่าอะไร
– เห็นด้วยหรือไม่ว่าควรมีช่องโทรทัศน์สำหรับคนในแต่ละท้องถิ่นที่พูดภาษาถิ่น ไม่ใช่ภาษากลาง แบบในฟรีทีวี
ศาสตราจารย์ ชวน เพชรแก้ว เมธีวิจัยอาวุโสสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และศาสตราจารย์ด้านภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์และคณะ กลุ่มนักวิจัยภาษาศาสตร์ ผู้มีบทบาทในการผลักดันโครงการ
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเซีย มหาวิทยาลัย มหิดล
กลุ่มคณะกรรมการนโยบายศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีของมหาวิทยาลัย มหิดล เช่น นายวินัย สะมะอุน รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลาม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปาริชาด สุวรรณบุบผา รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี
โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี  อ.อับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษา
ครู เปรียบได้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นๆ ตามหลักของการให้สัมภาษณ์ บุคคลคนนี้จะสะท้อนรูปแบบ ทิศทาง และผลตอบรับได้ดี จึงควรจะพยายามทำตัวให้สนิทสนมเปิดใจรับฟังให้มากที่สุด แต่สนิทสนมให้ดูกาลเทศะตามตำแหน่ง เช่น เจ้าหน้าที่ ครูผู้สอน ผู้อำนวยการ ความเป็นมิตรจะนำมาซึ่งการต้อนรับอย่างอบอุ่น ต้องการทราบการประยุกต์แผนการเรียนการสอน และพัฒนาการของโครงการ ทั้งนี้พื้นที่เป้าหมายคือ อาจารย์และผู้บริหารสี่โรงเรียนที่มีการนำร่องโครงการ เป็นต้นว่า โรงเรียนบ้านบึงน้ำใส โรงเรียนบ้านประจัน เช่น
อ.ต่วนเยาะ นิสานิ อาจารย์โรงเรียนบ้านประจัน นายแวยูโซะ สามะอาลี รองประธานฝ่ายบริหารโครงการทวิภาษา อ.แวมายิ ปารามัล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษามลายู คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แวมัสนะห์ แส๊ะเด็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านประจัน

– จัดการเรียนการสอนแบบเปิดรับภาษา ไม่เน้นการพูดตามครู แต่ให้เด็กฟัง เห็นรูป จนเข้าใจ ความหมายของคำพูดที่ได้ฟัง ดีจริงหรือไม่ อย่างไร
– หนังสือยักษ์คืออะไรและช่วยในการพัฒนาเด็กๆได้มากน้อยเพียงใด
– การริเริ่มเรียนจากภาษาแม่ก่อนเด็กมีพัฒนาไปทางด้านใดหลังจากเรียนจบไปหนึ่งเทอมแล้ว
– หนังสือยักษ์เป็นสื่อทวิภาษาที่ช่วยเด็กให้เข้าใจได้ดีที่สุดหรือไม่ แล้วมันใช้อย่างไร
– มีแผนอย่างไรที่จะทำให้เด็กที่เติบโตมาจากภาษาเล็กๆได้คุ้นเคยกับการเรียนในเทอมแรก  (อนุบาล 1)
– จากเมื่อก่อนที่พ่อแม่อายไม่อยากให้ลูกพูดภาษาถิ่น พ่อแม่เด็กๆมีความคิดที่เปลี่ยนไปหรือไม่
– ระบบ Tablet เพื่อเด็กนักเรียนฃองรัฐบาลมีประสิทธิภาพในการช่วยพัฒนาการความรู้ของเด็กๆได้จริงหรือไม่
– คิดว่าสันติศึกษา การปลูกรากฐานสันติภาพในใจเด็กๆ ในอนาคตจะลดความรุนแรงของ3จังหวัดได้หรือไม่
– ถ้าฝากข้อความไปบอกรัฐบาลได้จะฝากว่าอะไร
– ทัศนคติ ของคนในท้องถิ่นที่มีต่อภาษาถิ่น มีทิศทางดีขึ้นหรือไม่
– การดำเนินโครงการทวิภาษานำมาซึ่งคำถามเช่นว่า การจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษาจะมี ส่วนช่วย  เพิ่มสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริงหรือไม่
– ระบบภาษามลายูเป็นอย่างไรพออธิบายแบบสังเขปได้ไหมครับ จริงหรือไม่ภาษามลายูออกเสียงผิดนิดเดียว ความหมายเปลี่ยน
– จะพัฒนาภาษาถิ่นรับมือประชาคมอาเซียนอย่างไร

ตัวเด็กและครอบครัวจะถูกกำหนดตามขอบเขตพื้นที่สัมภาษณ์ เช่นตามโรงเรียนที่ไปเช่นโรงเรียนนำร่อง ตัวเด็ก ครอบครัวของเด็ก เปรียบได้กับประชาชน ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและเป็นกลางตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นอีกส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ที่จะได้ข้อเท็จจริงและทัศนคติต่อเรื่องนั้นๆโดยตรง ควรทำความสนิทสนมให้ได้มากที่สุดแสดงความเป็นมิตรและถามคำถามให้เขาแสดงทัศนคติ จุดยืน และสิ่งที่ต้องการในอนาคต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนเสียงไปสู่คนที่มีอำนาจ

ครอบครัวเด็กนักเรียนในโครงการ

– คุณพ่อคุณแม่คิดว่าการศึกษาแบบทวิภาษาดีอย่างไร
– คิดว่าหลังจากที่น้องๆเค้าเรียนทวิภาษาเค้ามีพัฒนาดีขึ้นอย่างไรบ้างครับ
– ถามจริงๆคุณพ่อคุณแม่เมื่อก่อนที่ยังไม่มีระบบทวิภาษา อายไหมที่จะให้น้องๆเค้าพูดภาษาถิ่น
– ค่านิยมของครอบครัวในการส่งเด็กๆที่พูดภาษามลายูเข้าเรียนโรงเรียนรัฐของคนในชุมชน สูงขึ้นไหมหลังมีโครงการทวิภาษา
– คุณพ่อคุณแม่คิดว่าโครงการทวิภาษานี้ควรพัฒนาไปในทิศทางใดบ้างครับ
– ทวิภาษาทำให้เด็กๆพวกนี้ภูมิใจในภาษาถิ่นในความเป็นชาติพันธ์ของตนเองหรือไม่ อย่างไร

ตัวเด็กๆในโรงเรียนของโครงการ

– คิดว่าการสอนที่นี่เป็นยังไง สนุกมั้ย เพื่อนๆเป็นไง เพื่อนดีไหม
– เรียนเข้าใจที่อาจารย์สอนไหมครับ อาจารย์เป็นไง สวยๆหล่อๆกันทุกคนไหม (ยอยอยอ)
– รวมๆแล้วเต็ม10น้องให้คะแนนโรงเรียนนี้เท่าไหร่
– ถ้าน้องฝากอะไรไปบอกนายกปูได้ จะฝากอะไรครับ
– เข้าใจภาษาไทยและภาษามลายูมากขึ้นไหมครับ คุยกับเพื่อนๆรู้เรื่องมั้ย

ภาคผนวก

ก็เหมือนๆกับจุดประสงค์ครับ อยากให้มีการพัฒนาภาษา วัฒนธรรมที่เป็นความหลากหลายของชาติพันธ์และอยากให้คนไทยหันมายอมรับความหลากหลายของชาติพันธ์ ไม่อยากให้ความคิดทุนนิยมกลืนความเป็นจิตใจแบบไทยแท้ไปครับ แต่สิ่งที่หวังมากที่สุดคงจะเป็นเหมือนนักสื่อมวลชนทุกคน คือหวังว่า ผลงานของเราจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่มากก็น้อยเอาล่ะครับ
ขอฝากนิทานเรื่อง มารู้จักปลายด้ามขวาของเรากันเถอะ ไว้ให้ทุกคน เผื่อว่ารู้ความเป็นมาของเขาแล้วจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ถ้าเรานับเหตุการณ์ไฟใต้ จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่กองทหารพัฒนา เมื่อ 4มกราคม พ.ศ.2547 มาถึงตอนนี้ล่วงเลยมาแล้ว8ปีด้วยกัน ความพยายามดับไฟใต้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ประเทศไทยใช้งบประมาณดับไฟใต้ไปแล้วรวมกัน 145,000,000,000 บาท ใช่ครับไม่ต้องตกใจ แสนกว่าล้านครับ โดยเฉพาะปีนี้ พ.ศ.2555 งบในการดับไฟใต้มีมากถึง 1.7หมื่นล้านบาท สรุปแล้วเดือนหนึ่งๆจะมีเหตุการณ์ความรุนแรง 10-15วัน พูดง่ายๆก็ วันเว้นวัน กันเลยทีเดียว ประชาชนตายไป 5000กว่าคน บาดเจ็บนับหมื่นคน นี่ยังไม่นับรวมครอบครัวของผู้สูญเสียนะครับ
3จังหวัดภาคใต้ที่เราเรียกกันคือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี บวกกับ 4อำเภอ คือ จะนะ นาทวี เทพา และ สะบ้าย้อย ในประวัติศาสตร์ 3จังหวัด4อำเภอ ที่ว่าเคยเป็นรัฐปัตตานี พื้นเพของคนพวกนี้คือ มาเล แต่ไม่ใช่มาเลเซียนะครับ ไม่ใช่ประเทศไทยด้วยเหมือนกัน รูปแบบคำว่าประเทศที่พูดกันมีมาเมื่อ100กว่าปีนี้เองครับ เช่น อาณาจักรสุโขทัย หรือ กรุงศรี ก็ไม่ใช่ประเทศไทย ก่อนที่จะเป็นรัฐปัตตานีดินแดนส่วนนี้เป็นของ อาณาจักร ลังกาสุกะ นับถือ พุทธ+ฮินดู เป็นอาณาจักรเมืองท่า ที่ค้าขายรุ่งเรือง ต่อมาเมื่อ ลังกาสุกะเสื่อมลง รัฐปัตตานีก็มาเป็นของอาณาจักรศรีวิชัย
รัฐปัตตานีมีเมืองมุสลิมโดยรอบปกครองโดย สุลต่านที่เป็นชาย แต่รัฐปัตตานีมีกษัตริย์ เป็นหญิง เมื่อ ศตวรรษที่  12 ศาสนาอิสลามเริ่มเผยแพร่มาสู่รัฐปัตตานีผ่านทางพ่อค้าที่มาค้าขายนำมาเผยแพร่คือ นิกาย ซุนนีย์ ด้วยเหตุนี้คนในรัฐปัตตานีจึงถือนิกายซุนนีย์มานานมาก ต่อมานิกาย ชีอะฮ์ ก็เข้ามาที่กรุงศรีและเรืองอำนาจมาก หลังจากยุคพระเจ้ากรุงธนบุรี รัฐปัตตานีก็แสดงเจตจำนงในการประกาศเอกราชแยกตัวออกจากไทยหลายครั้งหลายครา จนมาสมัยรัชกาลที่ 2 แยกรัฐปัตตานีออกเป็น7หัวเมือง และตั้ง ยะลา กับ นราธิวาส แยกออกไปเป็นจังหวัดต่างหาก แล้วต่อมาก็แยกออกเป็นจังหวัดปัตตานีและก็ติดพื้นที่บางส่วนมาด้วยก็คือ 4 อำเภอนั้น นั่นเอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s