Journal Inspiration


ขอขอบคุณภาพจาก Watblog.com (Yahoo! Japan’s Googly to Microsoft)

รู้หรือไม่ว่า ทั้งสองบริษัทมีฐานบัญชาการใหญ่อยู่ใน อเมริกาและในรัฐเดียวกันคือ California และที่น่าตื่นเต้นคือผู้ค้นพบ การทำงานของ search engine ทั้งสองมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันคือ Stanford university โดยทางด้านเจ้า Google
ถูกค้นพบโดย ศาสตราจารย์ Larry Page และ ศาสตราจารย์ Sergey Brin ในขณะที่พวกเขาทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย
ส่วนฝั่ง Yahoo คนที่ริเริ่มคือ นิสิตมหาลัยเดียวกันกับคนคิดค้น Google นามว่า นาย Jerry Yang และ นาย David Filo
สโลแกนของ Google คือ “Don’t be evil”
ส่วนของ Yahoo คือ “Do you yahoo ?”
เบื้องต้นความจริงคือ ลูกค้าของ Yahoo คือ โฆษณาต่างๆ แต่ลูกค้าของ Google คือ ตัวคุณและตัวผม นั่นเป็นคำตอบว่าทำไม Google ถึงประสบความสำเร็จมากกว่า เราลองมาดูกัน Yahoo มักจะใส่พวก โฆษณาต่างๆไว้ในการเริ่มต้นหน้าเว็ป มันเป็นการหยุดความสนใจของผู้คนที่ต้องการเข้ามาขอความช่วยเหลือในการหาข้อมูล มันทำให้ผู้ใช้บริการที่เข้ามาใช้เหมือนติดกับดัก ตกหลุมพรางแห่งการทำธุรกิจ  แต่โดยหลักๆแล้ว Google และ Yahoo เป็นมากกว่าเว็ปไซต์หาข้อมูลธรรมดาๆ เพราะพวกเขามีการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้ข้อมูลที่คล้ายกันหรือเรียกว่า  Likelihood Data โดยทั้งบริษัท มีการจัดการข้อมูลและการจัดอันดับข้อมูลที่คล้ายกัน แต่การที่จะตอบสนองข้อมูลให้ทันทีทันใดทันใจคนใช้ เห็นจะเป็นตัว Google  อย่างไรก็ดี Shashi Seth รองประธานของ Yahoo กล่าวเอาไว้ว่า “จงจำไว้ว่า คำตอบของคุณไม่ใช่ลิงค์ต่างๆ” และกล่าวต่อว่า “เราเป็นนิยามที่แตกต่างของ search engine และเรายังมีชื่อเสียงในการค้นหาข้อมูลได้
ตรงตามที่ผู้ใช้ทำการตัดสินใจในการไว้วางใจเรา”
การทำ SEO กับ Google และ Yahoo นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่ที่คิดว่าขอเพียงมีลิงค์เยอะๆ จิ้มเข้าหาก็เพียงพอซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงๆแล้วการทำ SEO คือการทำความเข้าใจกับรูปแบบการจัดอันดับ ไม่มีคำว่าดวง หรือโชคในระบบแห่งนี้ ทุกสิ่งมีที่มาที่ไปเป็นเหตุเป็นผลกันหมดจากประสบการณ์ตรงของ Search Engine ยักใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหากเราเข้าใจมันก็ไม่ยากที่จะเข้ามาเล่นในสนามรบแห่งนี้ ลองมาดู กันว่ามีอะไรบ้าง
Google เป็นคนใจง่าย ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง Google ก็มักจะเก็บเราเป็นส่วนหนึ่งในใจเขาตั้งแต่แรกพบ ต่างกับ Yahoo ที่กว่าจะรู้จักเราช่างนานเสียจริง
Yahoo มองคนที่ชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาห่วยแค่ไหน หากเพียงชื่อคุณมันโดนใจ Yahoo ก็มักจะลำเอียงไปหาGoogle แยกประเภทของทุกสิ่งออกจากกัน หากเป็น Blog ก็มักจะติดอันดับที่ดีใน Blog search ถ้าอยากเกิดต้องวางแผนให้ดีYahoo ยังแยกไม่ค่อยออกมว่าอันไหนคือการ spam ต่างจากกับ Google ที่เก่งกาจเรื่องการจับผิดยิ่งนัก หากจะทำก็ต้องระวังโดนบอกเลิกGoogle เข้าใจได้หลายภาษา เหมือนเตรียมตัวมาเพื่อจีบชาวต่างชาติ หากคุณลองค้นหาด้วยคำว่า “บุฟเฟ่ต์” จะเห็นว่า เขาไปทำตัวหนาที่ “buffet” เช่นกัน
Google และ Yahoo มีนิสัยไม่อยู่สุข มือไม้ไต่ไปทั่วตามลิงค์ที่เห็น อันไหนที่ยอมให้เสี่ยทั้งสองเข้าไปลูบๆ จับๆ บ่อยครั้ง โอกาสที่เสี่ยจะดันให้เกิดก็มีสูง
หากมาลองเปรียบเทียบ Google และ Yahoo กับมนุษย์เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง มีการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในระบบนี้ หากเราเข้าใจทุกสิ่งที่เขาต้องการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
สุดท้ายเราลองมาดู ผลิตภัณฑ์ ของทั้งสองยักษ์ใหญ่นี้กันดีกว่า
ทางฝั่ง Google ก่อน มี Google AdWords, Google Search engine, Youtube video service, Google forum, Gmail, Orkut, Google earth, Google labs etc. Google maps, Picasa, Google books, Google Scholar, Google Docs
ทีนี้ทางฝั่ง Yahoo มี Yahoo! mail, Yahoo! directory, Yahoo! answers, Yahoo! search, Yahoo! messenger, Yahoo! 360°, Yahoo! sports, Yahoo! finance, Flickr, Yahoo! Cricket, Yahoo! News


ขอขอบคุณภาพจาก bact.cc/2012

2. บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ตามนิยามของอิสรภาพของสื่อ Freedom of the press ในหนังสือ
Four theories of the press ของผู้คิดทฤษฎีของการสื่อสารมากมายอย่างเช่น Wilbur Schramm โดยเชื่อว่า
มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีเหตุผลและจุดมุ่งหมายในตัวเอง ความสุขและความสบายของปัจเจกชน ย่อมเป็นเป้าหมายหลักของสังคม มนุษย์มีสิทธิที่จะรู้ได้ในสัจจะเพราะสัจจะอาจเป็นส่วนที่ชักจูงใจมนุษย์ได้ สัจจะในที่นี้หมายถึง ผลงาน นโยบายต่างๆของรัฐที่มนุษย์มีสิทธิ์เข้าถึง เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความปลอดภัยของประชาชนหรือส่วนได้เสีย อันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
อย่างที่รู้กันดีว่าถึงแม้ประเทศไทยจะประกาศตัวเป็นการปกครองโดยประชาธิปไตย แต่จริงๆแล้วผู้ใหญ่ คนมีอำนาจในประเทศไทยถึงครึ่งประเทศยังยึดรูปแบบ อำนาจนิยมอยู่ อย่างเช่นการมี Welfare State ให้ประชาชนซึ่งในประเทศที่พัฒนาเสรีภาพโดยสมบูรณ์แล้วแทบไม่มีให้เห็น เสรีภาพต่างๆมากมายถูกจำกัดในประเทศ ดูง่ายๆจากการเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาล ทั้งนโยบาย กลยุทธ์ ต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งง่ายๆ แค่ เฉลยข้อสอบตามมหาวิทยาลัย หรือ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังเป็นสิ่งที่คนทุกคนเข้าถึงไมได้อย่างเช่นเหตุการณ์สภาพสิ่งแวดล้อม มลพิษ สารเคมีในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ที่เป็นข้อมูลของรัฐ เมื่อรัฐไม่ยอมเปิดเผยสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาของประชาชน ที่ไม่สามารถหาคำตอบด้วยตนเองได้ จนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บต่อมลพิษต่างๆรอบตัว ตอกย้ำด้วยคำพูดของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ ออกมายอมรับตามตรงว่า แม้กฎหมายฉบับนี้ช่วยให้การทำงานของหน่วยงานรัฐอยู่ภายใต้กติกาที่โปร่งใส และได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายหน่วยงานที่ยังไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และยังมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจ และปฏิบัติไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดังกล่าวอาจเพราะรัฐสภาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาที่มีการหวงห้ามมิให้บุคคลภายนอกเข้าไปล่วงล้ำกิจการของรัฐบาลและยังห้ามบันทึกการประชุมเพราะกลัวความลับถูกเผยแพร่
จากความเห็นของผู้เขียน ควรเพิ่มเติมข้อกำหนดว่า ในกรณีที่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จะเป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของคน เจ้าหน้าที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวแม้ว่าจะได้รับการคัดค้านหรือไม่ได้รับความยินยอมจากเอกชนก็ตาม  ทั้งนี้ข้อมูลควรเป็นอิสรภาพจากการแทรกแซงของรัฐบาล นั่นเพราะสื่อมวลชนเป็นผ็ต้องรับผิดชอบต่อสังคม เสรีภาพนั้นย่อมมีพันธะต่างๆผูกพันธ์กันซึ่งสื่อมวลชนต้องมีพันธะที่จะรับผิดชอบต่อสังคมผ่านการดำเนินหน้าที่ของสื่อมวลชน สื่อเป็นอิสระจากรัฐและเอกชน ดังนั้นสื่อไม่ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐแต่ทำขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของสาธารณะ
แต่หากสื่อมวลชนผู้มีจรรยาบรรณตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ประชาชนก็อย่าได้แต่รอ ขอให้ท่านได้ใช้ช่องทางที่กฎหมายให้อำนาจท่านไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขอข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม ครม. ลับที่เป็นข่าว โดยอาศัยช่องทางตาม “พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540” เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อีกวิธีคือการเรียกร้องกดดันให้ผู้แทนของท่านในสภาได้ใช้อำนาจตาม “พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554” เพื่อเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้ที่มาที่ไป เป็นอย่างไร หรือเป็นเพียงการสร้างกระแสผ่านสื่อมวลชน


ตามสิทธิการข้อรับรู้ข้อมูลราชการกล่าวไว้ว่า บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของทางราชการนี้อย่างไรก็ตาม สิทธิได้รู้นี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของการจัดการปกครองในรัฐ สิทธินี้จึงเป็นของคนไทยโดยเฉพาะสำหรับคนต่างด้าวหากจะมีก็จะอยู่ในเรื่อง การปกป้องสิทธิของตนเท่านั้นมาตรา 9 วรรคสี่ซึ่งวางหลักว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ได้หรือไม่ เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นั่นคือประโยชน์จากการรับรู้ข้อมูลเพื่อนำไปวิพากษ์ สืบหาข้อเท็จจริงต่างๆนำไปสู่การเปิดเผยแก่สาธารณะ จริงๆแล้วเราทุกคนรวมทั้งประชาชนในที่ห่างไกลมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลทั้งหมด แต่ก็อย่างที่กล่าวไปแล้ว ด้วยเหตุผลนั้นอิสรภาพจึงยังถูกจำกัดอยู่มาก เราควรใช้สิทธิของเราให้เต็มที่และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย จึงเห็นควรว่า บทลงโทษต่างหากที่สำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้ออกไปได้ เพราะแม้จะพึ่งสื่อ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีความยั่งยืน และเป็นแค่สัญญาปากเปล่า ซึ่งไม่ทำ แต่ถ้ากฎหมายมีความ ข้าราชการเองก็เริ่มมีความเกรงกลัว และต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ว่าคำพูดอย่าง ‘ความลับไม่มีในโลก’ อาจจะดูเป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆ เมื่อมาเทียบเคียงกับระบบราชการไทย แต่เมื่อความลับนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชน ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลนั้นให้เป็นที่ประจักษ์ เพราะต้องไม่ลืมว่า คุณภาพชีวิตของประชาชน และความรับผิดชอบที่มีร่วมกันในสังคมต่างหากที่สำคัญ ความสุขและความสบายของปัจเจกชน คือเป้าหมายหลักของสังคม

ขอขอบคุณภาพจาก Mark Simonson
3 . หลังจากเรารู้จักเจ้าตัว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 กันแล้วที่นี้ เราก็ลองมาดูทางฝั่ง พ.ร.บ.กระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กันบ้าง อยากรู้ใคร คนร่างกฎหมายช่างอัจฉระยิ ถ้าออกมาจริงๆสงสัยต้องห้ามเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ระยะ 100 เมตร ดังเช่น ในแฟนเพจ Facebook ของผม ที่มีคนเป็นพัน หรือ จะแฟนเพจดังๆต่างๆที่คนเข้าดูเป็นหลายแสน
ถ้าเกิดมีคนทะลึ่งมาโพสต์ข้อความ “ข้อความอันเป็นเท็จ” หรือ “ขัดต่อความมั่นคง” หรือ “ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก” ตามดุลพินิจ ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งดุลพินิจ วัดไม่ได้ครับแล้วแต่ลมฟ้าอากาศ หรือพูดง่ายๆก็คือแล้วแต่อารมณ์นั่นแหล่ะครับ แล้วถ้าผู้ดูแลแฟนเพจหรือเว็ปไซต์ ประมาทไม่เห็นข้อความ ไม่แก้ไข ตามกฎหมายนี้ ติดคุกราวรูด ตั้งแต่เจ้าของยันคนดูแลทั้งหมด แฟนเพจนี่อาจจะค่าเล็กๆ ถ้าเจอ Pantip sanook kapok mthai เข้าไปละก็ เจ็บกันล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีร่างที่ว่าด้วย ถ้าผู้ใดทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ระวางโทษจำคุก 3 ปี พูดง่ายๆก็ปิดคอมกันเถอะครับ เพราะเมื่อเวลาคุณเปิดคอมพิวเตอร์ มันก็จะเริ่มทำสำเนาทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณเข้าไปอ่านหรือเข้าไปดูเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้วและกับคำนิยามความผิดที่แสนจะกำกวมและรวบตึงซะขนาดนี้ จะยังไงก็ไม่มีทางบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทั่วถึง ดูเหมือนกับว่ามันมีไว้ใช้กับคนที่อยากจะหาเรื่องให้คนอื่นติดคุกก็เท่านั้นเองเปรียบเทียบกันแบบบ้านๆเลยนะครับ เหมือนกับรัฐบาลออกกฎหมายมาไม่ให้ทุกคนขี้ ไม่ใช่ในการห้ามขี้ในที่สาธารณะ หรือ ห้ามขี้รดหัวคนอื่นนะครับ แต่มันระบุไว้แค่ว่า ห้ามขี้เฉยๆ รู้ทั้งรู้ครับการอุจจาระเป็นเรื่องธรรมชาติ คนเราก็อุจจาระกันทุกคน แต่กฎหมายมีไว้เพื่อจับคนขี้ ที่รัฐบาลไม่ค่อยจะชอบขี้หน้า เพราะรัฐบาลออกกฎหมายไว้แล้วว่า “ห้ามขี้”

ขอขอบคุณภาพจาก SpokeDark Tv
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กำหนดความผิดฐานล่วงรู้แล้วบอกต่อไว้ ซึ่งในกฎหมาย
ฉบับเดิม มาตรา 6 ระบุว่า ผู้ใดล่วงรู้ “มาตรการ” ป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้น… ซึ่งในฉบับร่างใหม่แก้ไขเรื่องนี้ โดยแก้คำจากคำว่า “มาตรการ” เป็นคำว่า “วิธีการ” ปัญหาคือ คำว่า “วิธีการ” ความหมายกว้างกว่าคำว่า “มาตรการ” หากกฎหมายกำหนดว่า รู้วิธีการแล้วนำไปเปิดเผยจะมีโทษ ถ้าเช่นนั้น การเผยแพร่วิธีการเจาะระบบตามที่สอนในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การพิมพ์หนังสือเพื่อให้รู้เท่าทันแฮกเกอร์ก็จะเกิดปัญหาทันที

แฟรงค์ ลา รู (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงออก ส่งแถลงการณ์จากเจนีวา เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ละพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเสนอตัวในการ ‘ร่วมมืออย่างสร้างสรรค์’ กับ ‘คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย’ เพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีใน International Covenant on Civil and Political Rights
มาตั้งแต่ พ.ศ. 2539 รัฐบาลไทยพึงมีพันธะผูกพันในการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษย์สากลที่ระบุไว้ใน อนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งรับรองสิทธิของบุคคลในการเสาะหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภท

สรุปเป็น พรบ ที่มีปัญหาทางด้านเทคนิคและสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งยวด ตัวอย่างเช่นคุณมีรูปลามกหรือรูปล้อเลียนที่ขัดต่อความสงบของชาติ ตามมาตรา 14 ผู้ใดเผยแพร่ หรือนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์และข้อมูลนั้นเข้าถึงได้ มีการระวางโทษ 5 ปี เช่น คนแชร์ คนอัพ ส่งหลังไมล์ คนโหลด คนดูดจาก device เฉกเช่นกรณีคลิปโรงหนังราชบุรี ถ้าเป็นแบบนี้จริง เห็นคงต้องจับกันทั้งประเทศเพราะแต่ละวันไฟล์เหล่านี้บินว่อนเต็มไปหมดในโลกออนไลน์ ซึ่งในแต่ละปี กระทรวง ICT ใช้งบในการ พยายาม ควบคุมเนื้อหาบน internet ปีละไม่ต่ำกว่า 139ล้านบาท ดูเหมือนว่ารัฐบาล จะเห็นเรื่องลามก สำคัญกว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเสียแล้ว

4.เมื่อเรารู้จักหน้าที่ของ search engine และหลักการรวมทั้งข้อได้เปรียบข้อบังคับต่างๆ ของการแสวงหาข้อมูลแล้ว ทีนี้เราก็มาดูแหล่งข้อมูลต่างๆ ใกล้ๆตัวกัน หากเรามีข้อมูลของสิ่งต่างๆ เพียงพอมันก็จะไม่เป็นการเกินความสามารถเลยที่จะสร้างบทความดีๆสักบทความ เมื่อยุคโลกาภิวัฒน์มาถึง โลกแห่งการไร้พรมแดนก็เกิดขึ้น ประชากรบนโลกเปรียบเหมือนอยู่หมู่บ้านเดียวกันหรือ Global village ข้อมูลที่ใช้ร่วมกันได้สามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับมันลอยอยู่ในอากาศ รอก็แต่ผู้ที่จะสามารถนำมันไปใช้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ฐานข้อมูลที่แน่นอนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนคือ นิวส์เซ็นเตอร์ (NEWSCenter) การบริการข้อมูลข่าวสารแบบทันเหตุการณ์ผ่านระบบออนไลน์ของบริษัทนิวส์สแตนด์ จำกัด โดยมีเนื้อหาที่หลากหลายจากแหล่งข้อมูลต่างๆทั้งในและนอกประเทศ เช่น หนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ฉบับต่างๆ นิตยสารรายเดือน สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัย หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจตลอดจนข่าวประชาสัมพันธ์จากองค์กรต่างๆ  นิวส์เซ็นเตอร์มีความสามารถในการสืบค้นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถสืบค้นข้อมูลในลักษณะข้อความเต็ม (Full-text search) ผู้ใช้สามารถกำหนดคำค้นเป็นภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ รวมทั้งสามารถกำหนดวันและเวลาย้อนหลังได้อีกด้วย โดยฐานข้อมูลนี้สามารถสืบค้นข่าวย้อนหลังถึงปี 1992 ต่างๆ รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำกฤตภาคข่าวของหน่วยงาน หรือเป็นเครื่องมือประกอบในการวางแผนและตัดสินใจต่อไป โดยแต่ละมหาวิทยาลัยหรือองค์กรจะมี NewsCenterเป็นของตัวเอง เพื่อให้บุคลากรรวมถึงนักศึกษานำไปใช้ประโยชน์ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ
อีกตัวหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ Database หรือ ฐานข้อมูล สามารถนำไปใช้ทั้งหาข้อมูล จัดเรียงขอมูล และบริหารข้อมูล เพราะโปรแกรมที่เกี่ยวข้องนั้นมีมากมาย เป็นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในระบบงานต่าง ๆ ร่วมกันได้ โดยที่จะไม่เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และยังสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลด้วย อีกทั้งข้อมูลในระบบก็จะถูกต้องเชื่อถือได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมีการกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลขึ้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้งานด้านธุรกิจ การบริหาร และกิจการอื่น ๆ

ตลอดจนการนำข้อมูลที่ต้องการออกมาใช้ให้ทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ซึ่งทำให้ระบบการจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้สะดวก ทั้งนี้โปรแกรมแต่ละโปรแกรมจะต้องสร้างวิธีควบคุมและจัดการกับข้อมูลขึ้นเอง ฐานข้อมูลจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก
สิ่งนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งเมื่อต้องการความรู้เชิงลึก สำหรับเรื่องที่เข้มข้นเต็มไปด้วยข้อมูล บางทีคุณอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยจากการศึกษา วิจัยและวิทยานิพนธ์ ซึ่งผู้เขียนถือว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญต่อการสืบค้นข้อมูลที่มีน้ำหนัก
TDC หรือ Thai Digital Collection เป็นโครงการหนึ่งของ ThaiLIS มีเป้าหมายเพื่อให้บริการสืบค้นฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็ม ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเต็มของ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัยของอาจารย์ รวบรวมจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร ในการเข้าใช้บริการนั้นจะต้องเข้าใช้งานจากคอมพิวเตอร์ มีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้และต้องการเผยแพร่ผลงานต่าง ๆ ให้สังคม เพื่อให้สังคมได้นำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้เดิม และพัฒนาประเทศต่อไป ใช้ระบบ Really Simple Syndication หรือ Rich Site Summary เป็นรูปแบบในการนำเสนอข่าวหรือบทความ ให้อยู่ในรูปแบบมาตราฐาน xml เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารใหม่ๆได้ทันที
มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน (data sharing)

5.เมื่อกล่าวถึงเรื่องระบบฐานข้อมูลสาธารณะแล้ว ทีนี้เราลองมาเรียนรู้การทำฐานข้อมูลส่วนตัวกัน (privacy database) สีที่เห็นในโลกนี้ใช่ว่าจะมีแต่สีขาวกับสีดำ วิธีเลือกใช้โปรแกรมกับงานฐานข้อมูลก็เช่นกัน ใช่ว่าจะเลือกใช้โปรแกรมหนึ่งโปรแกรมใดแต่เพียงอย่างเดียวแล้ว จะเหมาะกับลักษณะงานฐานข้อมูลที่คุณต้องการ โปรแกรมที่ช่วยในเรื่องนี้มีมากมาย แต่วันนี้เราจะมาดูความสามารถของเจ้า Excel กันว่ามันมีขีดความสามารถให้เราพอที่จะไว้ใจมันให้เป็นฐานข้อมูลของเราหรือไม่  การที่เราจะใช้ความสามารถของ Microsoft Excel ให้เต็มความสามารถ เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น การเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมถือเป็นกระบวนการแรกที่ควรคำนึง ถึง และควรจะทำเป็นประจำเพื่อให้เกิดความชำนาญ Excel เป็นโปรแกรมที่มีความยืดหยุ่น จะแก้ตรงนั้น เสริมตรงนี้ ตัดโน่นเพิ่มนี่ก็สามารถทำได้ง่าย สะดวก และเห็นผลในทันที จะเห็นได้ว่ามีผู้ใช้มากมายหลายล้านคนในโลกนี้ ซึ่งเลือกใช้ Excel กับงานของตนก่อนที่จะใช้โปรแกรม Word Access หรือ PowerPoint บางคนถึงกับเลิกใช้โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปแล้วหันมาใช้ Excel แทนเป็นเรื่องเป็นราวกันก็มี ถ้าจะอธิบายถึงวิธีว่าทำอย่างไรเห็นจะยืดยาว จึงขอยกส่วนนี้ไว้ให้ท่านผู้อ่านไปลองศึกษาโดยตนเอง แต่โดยหลักๆแล้ว หลักการ 4 ประการต่อไปนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งของตารางฐานข้อมูล นอกจากจะทำให้ใช้เมนู Data ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกพื้นที่ตาราง ยังช่วยให้ใช้สูตรจัดการฐานข้อมูล
1.ตารางแยกเรื่องตามแนวตั้ง แยกรายการตามแนวนอน                                2.หัวตาราง 1 row แต่หลายบรรทัดได้
3.ห้ามเว้นบรรทัด
4.ห้ามติดตารางฐานข้อมูลกับข้อมูลอื่น
Excel ยังสามารถสร้างแผนภูมิแบบมืออาชีพ ได้เพียงไม่กี่คลิก โดยใช้เครื่องมือของโปรแกรมอย่างเช่นว่า
Office Fluent  อย่างไรก็ตาม คุณอาจกังวลว่าข้อมูลของคุณนั้นมีมากเกินกว่าเจ้า Excelจะรับไหว แต่คุณควรจะ
รับรู้ว่า Office Excel  ซึ่งรองรับกระดาษคำนวณซึ่งมีมากถึง 1 ล้านแถว และ 16,000 คอลัมน์ และ ยังสนับสนุนแพลตฟอร์มตัวประมวลผลแบบมัลติคอร์เพื่อการคำนวณสูตรกระดาษคำนวณที่รวดเร็ว
อย่างไรก็ตามยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถ้าเปรียบเป็นมวยนี่ต้องเรียกว่ากินกันไม่ลง
ระหว่าง Office Excel กับ Office Access ผมไม่ขอตัดสินนะครับว่าสิ่งไหนดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโปรแกรมนี้สามารถทำให้คุณมีข้อได้เปรียบในการจัดเก็บ บริหารข้อมูลแน่นอน มีคำกล่าวของนักโปรแกรมเมอร์ที่ว่า

“ถ้าคุณจัดเก็บข้อมูลไว้ในAccess และประมวลผลโดยExcel คุณจะสามารถใช้ประโยชน์จากสองโปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดแน่นอน ” แล้วเมื่อไหร่ควรใช้ Access ? ก็เมื่อตอนต้องการข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันหรือข้อมูลที่จะจัดเก็บอาจมรายละเอียดปลีกย่อยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น คุณจัดเก็บชื่อลูกค้า มีเบอร์โทร ที่อยู่ อาชีพ แต่ต่อไปอาจจะต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติม อย่างเช่น ทัศนคติลูกค้า วันเกิด สิ่งที่ประสงค์ นอกจากนี้ Access ยังสามารถใช้กับระบบอัตโนมัติอย่างเช่นหุ่นยนต์อีกด้วย หรือถ้าคุณอยู่ในบริษัทใหญ่ มีบัญชีมากมาย Access ออกมาเพื่อรองรับ entire ของข้อมูลที่มีมากกว่า 10,000 ได้ แล้วเมื่อไหร่ควรใช้ Excel ก็ตอนที่เมื่อคุณต้องการเก็บข้อมูลที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน หรือข้อมูลที่มีตัวเลขมากๆ และเกี่ยวข้องกับการคำนวณ การจัดทำการเปรียบเทียบสถิติต่างๆ และที่สำคัญไม่ควรมีมากกว่า 15,000 แถว

แต่ข้อเสียของ Excel คือ   แต่เมื่อข้อมูลมีปริมาณมากขึ้นหรือมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจะพบในภายหลังว่าเริ่มมีข้อจำกัดเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อวิเคราะห์ปัญหาก็จะพบว่า สายเกินไปเสียแล้วที่จะใช้ข้อมูลเดิมให้เกิดประโยชน์สนองตอบต่อความต้องการ ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น ต้องเสียเวลาสร้างฐานข้อมูลใหม่กันตั้งแต่ต้นทีเดียว

แต่อย่างไรก็ดี ดูเหมือน excel จะใช้ทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น ล่าสุดมีคนนำใช้โปรแกรม excel มาทำเป็น
มิวสิควิดีโอในูปแบบ Stop motion ไม่ใช่ว่าจะใช้แต่ excel  แต่ผ่านการตัดต่อลงไปด้วย ซึ่งแค่ทำ excel เป็น stop motion ก็ยากแล้ว ต้องมีความอดทนอย่างสูงเลยด้วย ต้องปรบมือให้กับความเพียรของเขา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไปดูคลิปเบื้องหลัง และ เบื้องหน้ากันเลย

http://www.youtube.com/watch?v=Fq9EV2fYF2E&feature=player_embedded#!

6. ต่อมาว่ากันด้วยเรื่องระบบสารสนเทศในปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ระบบ ประกอบไปด้วย
1. Transaction system 2. Office automation system
3. Knowledge work system 4.Management information system
5. Decision support system 6. Executive information system
ทั้ง 6 ระบบนี้ถูกนำไปใช้ในองค์กรต่างๆ โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนที่การทำมือ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรวมไปถึงพัฒนาแผนโครงสร้างการทำงานสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนาข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)การประมวลผล (Processing)และ การนาเสนอผลลัพธ์ (Output)ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ (Feedback)

ขอขอบคุณภาพจาก nec.com
ระบบประมวลผลรายการ (
Transaction Processing Systems) หรือ ระบบปฏิบัติงานทางธุรกิจ เกิดขึ้นตั้งแต่ 1950 โดยเครื่อง IBM ขององค์การขนาดใหญ่ เพราะราคาสูง และใช้ผู้ชำนาญทางคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเต็มเวลา ผู้วิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม ต้องเป็นผู้ดูแลระบบเครื่อง เขียนโปรแกรม และสนับสนุนหน่วยงาน ในอดีตมีปัญหาเรื่องการวางระบบ เนื่องจากผู้ใช้ไม่เข้าใจคอมพิวเตอร์ และผู้วางระบบไม่เข้าใจธุรกิจ โดยรวมแล้วเป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลเบื้องต้น เป็นการประมวลข้อมูลที่เป็นการดำเนินงานประจำวันภายในองค์ การประมวลข้อมูลในยุคก่อนที่จะมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้นั้น จะเป็นการประมวลผลที่กระทำด้วยมือหรือใช้เครื่องคำนวณช่วยปัจจุบัน
ระบบประมวลรายการมักนิยมใช้กับการประมวลผลแบบออนไลน์ (Online Processing)
หมายความว่า ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกประมวลผลทันทีที่เข้าสู่ระบบ มักนิยมใช้กับงานธุรกิจประจำวัน
ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองตั๋วเครื่องบิน  ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น
ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด  รายงานผล
เดวิด บารคอมบ์ (Barcomb 1989) ”ในภาพกว้างแล้ว สำนักงานอัตโนมัติก็คือ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการช่วยให้ผู้คนจัดการสารสนเทศ สำนักงานอัตโนมัติเป็นหลักการ เป็นวิธีการใหม่สำหรับคิดและดำเนินงานกับสารสนเทศ สำนักงานอัตโนมัติเป็นของจริง เป็นระบบที่ใช้งานได้ในทางปฏิบัติและมีอยู่จริง สำนักงานอัตโนมัติไม่ได้เป็นสิ่งที่เรียกว่า “สำนักงานในอนาคต” ซึ่งยังเป็นเพียงแนวคิดผสมทฤษฎีเท่านั้น”

ขอขอบคุณภาพจาก nec.com

ครรชิต มาลัยวงศ์ (ครรชิต มาลัยวงศ์ 2536) ”แนวคิด และวิธีการนำคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงานมาเชื่อมโยงกันด้วยระบบสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกสบาย ทั้งในด้านการผลิต และการเรียกค้นเอกสารเมื่อองค์กรได้นำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้งานจะเป็นการลดการทำงานในลักษณะแบบทำมือ ให้เป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น จึงทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วสรุปแล้วสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันรูปแบบจะประมาณนี้ Word processor [winword] Spreadsheet  Database E-mail Voice mail Teleconference GIS GPS Internet Telephone Facsimile

ระบบงานสร้างความรู้  (Knowledge Work Systems – KWS)  เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สิ่งใหม่ๆ  บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา  ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น  ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์
ส่วนในเนื้อหาของขั้นตอนการพัฒนารูปแบบระบบนี้กล่าวเอาไว้ว่า มี 4ขั้นตอน คือ Creation Storage Distribution and Application

ขอขอบคุณภาพจาก nec.com
แต่ก่อนจะเริ่มพัฒนาก็ต้องเริ่มกระบวนการสร้างเสียก่อน ซึ่งมีขั้นตอน อยู่ถึง 4 ระยะ ประกอบด้วย Infrastructural คือ ขั้นวางโครงสร้างพื้นฐานการจัดการความรู้
Design and Development ขั้นตอนการประเมินระบบ การจัดการความรู้
System Development ขั้นตอนพัฒนาระบบที่ประเมินแล้ว
Evaluation ขั้นตอนสุดท้าย การประเมินระบบการจัดการความรู้ที่ได้สร้างขึ้น

ขอขอบคุณภาพจาก nec.com
ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
(Management Information System) หรือ MIS คือระบบที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้ง สารสนเทศภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นระบบสารสนเทศสาหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจาเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ

กระบวนการพัฒนาระบบ MIS มีดังนี้ 1. การศึกษาความต้องการด้านข้อมูล และระบบสารสนเทศของผู้บริหาร จะพัฒนาอะไรก็ต้องทราบถึงสิ่งที่คนพวกนั้นต้องการเสียก่อน
2.ศึกษาการตอบสนองของข้อมูล ระบบการจัดเก็บข้อมูล 3.การเริ่มเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆที่ได้ออกแบบไป โดยโปรแกรมที่สร้างขึ้นต้องทำงานได้จริงและมีประสิทธิภาพ
4. การทดสอบระบบ ร่วมกันทดสอบตัวโปรแกรมที่สมบูรณ์แล้วว่ามันทำงานทุกสิ่งอย่างได้ถูกต้องแม่นยำ
5.การเตรียมตัวเพื่อใช้ระบบที่สร้างขึ้น ตรวจสอบความพร้อมเพราะต่อจากนี้จะต้องใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาแทนมือ นี่คือตัวอย่างในหัวข้อต่างๆที่มีผลโดยตรงต่อความสำเร็จ
ธุรกิจ/แผนก                                                       ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ

อุตสาหกรรมรถยนต์                                                             1.รูปแบบ 2.ระบบตัวแทนจำหน่าย
3.การควบคุมต้นทุน 4.มาตรฐานการใช้พลังงาน
ซูเปอร์มาร์เก็ต                                                                       1.ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ 2.ควบคุมสินค้าคงคลัง
3.การส่งเสริมการขาย 4.ราคา
อิเล็กทรอนิกส์                                                                       1.สนับสนุนการขาย 2.ความสัมพันธ์ลูกค้า
3.พัฒนาเทคโนโลยี 4. ปรับปรุงผลผลิต

ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์และผลกระทบมีดังนี้ ระบบสารสนเทศช่วยเพิ่มคุณค่าในการทำงาน คนทีเกี่ยวข้อง กับการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวควรเรียนรู้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง และนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ ใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ชุมพล ศฤงคารศิริ (2537 : 2) ให้ความหมายของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ เป็นระบบที่รวม (integrate) ผู้ใช้ (user) เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ (machine) เพื่อจัดทำสารสนเทศ สำหรับสนับสนุน การปฏิบัติงาน (operation) การจัดการ (management)ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการได้คือ การรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ ทั้งจากภายใน และภายนอก หน่วยงาน เพื่อนำมาประมวลผล และจัดรูปแบบ ให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับองค์การ ในการช่วยในการตัดสินใจ ประสานงาน และควบคุมของผู้บริหาร ในอันที่จะ ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ขอขอบคุณภาพจาก  newenergytech.com

ระบบสารสนเทศสนับสนุนการตัดสินใจ Decision support system
พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อที่จะช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน หรือกึ่งโครงสร้างโดยข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ซึ่งระบบสารสนเทศเดิมที่ใช้ในลักษณะระบบการประมวลผลรายการ (Transaction processing system) ไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนั้นยังมีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงงาน ต้นทุนที่ต่ำลงและยังช่วยในเรื่องการวิเคราะห์การสร้างตัวแบบ (Model) เพื่ออธิบายปัญหาและตัดสินใจปัญหาต่างๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980 ความพยายามในการใช้ระบบนี้เพื่อช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้แพร่ออกไป ตามองค์กรต่างๆอย่างกว้างขวางปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร และโทรคมนาคมทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถเดินทางได้อย่างคล่องตัวและเป็นอิสระมากขึ้น ส่งผลให้องค์การต่างๆ สามารถรับส่งข้อมูลข่าวสารและข้อสนเทศได้ในระยะเวลาที่สั้นลงโดยข้อมูลมีความชัดเจน ถูกต้อง และสะดวกขึ้น ด้วยเหตุนี้ธุรกิจในปัจจุบันมีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูงขึ้น

ทำให้การตัดสินใจในโอกาสหรือปัญหามีหลายครั้งที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วภายใต้ความกดดันของสถานการณ์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน การนัดหยุดงาน หรือการต่อต้านจากสังคม จึงนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องพยายามฝึกฝนตนเอง โดยพัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์ในการ

ตัดสินใจ เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์ และตัดสินใจเลือกทางเลือกต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยสรุปแล้ว ขั้นตอนการตัดสินใจโดยที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้ การใช้ความคิดประกอบเหตุผล (Intelligence) การออกแบบ (Design) ผู้ตัดสินใจจะวิเคราะห์และพัฒนาทางที่เป็นไปได้ในการ

แก้ปัญหา เพื่อนำไปใช้ประกอบตัดสินใจ การคัดเลือก (Choice) ทำการตัดสินใจ
ต่อไปนี้คือระดับการตัดสินใจหลักที่องค์กรต่างๆมักจะใช้เรียกว่า Level of decision making
1.การตัดสินใจระดับกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงในองค์การ ซึ่งจะให้ความสนใจต่ออนาคต
2.การตัดสินใจระดับยุทธวิธี (Tactical Decision Making) เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร

ระดับกลาง โดยที่การตัดสินใจในระดับนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการจัดการ
3.การตัดสินใจระดับปฏิบัติการ (Operational Decision Making) หัวหน้างานระดับต้น

มักจะต้องเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในระดับนี้ ซึ่งมักจะเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการ

ปฏิบัติงานเฉพาะด้าน
พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ทำให้ DSS สามารถช่วยผู้บริหารใน

การตัดสินใจแก้ปัญหา โดยนำข้อมูลที่จำเป็น แบบจำลองในการตัดสินใจที่สำคัญ และชุดคำสั่งที่ง่าย

ต่อการใช้งานรวมเข้าเป็นระบบเดียว เพื่อสะดวกต่อในการใช้งานของผู้ใช้ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน
สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยที่ DSS ที่ดีต้องสามารถ

สื่อสารกับผู้ใช้อย่างฉับพลัน มีความยืดหยุ่นที่จะสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใช้ เนื่องจากลักษณะของปัญหาที่มีความไม่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์

สารสนเทศสำหรับผู้บริหาร Executive Information System
ซึ่งในเบื้องต้นจะเป็นระบบ DSS ที่สนับสนุนการตัดสินใจส่วนบุคคลเท่านั้น (Personal Decision Support Systems) จากนั้นพัฒนามาสู่ DSS ที่สนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม (Group Decision Support Systems) และระดับองค์กรในที่สุด (Organization Decision Support Systems) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ได้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการค้นหาและจัดการ สารสนเทศให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจมากที่สุด ระบบดังกล่าวเรียกว่า “ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems : EIS)
เช่น การวางนโยบาย การวางแผน และการจัดตั้งงบประมาณ เป็นต้นเมื่อนำระบบ EIS เข้ามาใช้ในองค์กร และมีการเพิ่มเติมความสามารถให้กับระบบ เช่น การประสานเข้ากับระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถติดต่อหรืเข้าถึงข้อมูลจาก อินเตอร์เน็ต สามารถประชุมทางไกล หรือสามารถใช้แทนโปรแกรมประมวลคำ ใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้ ระบบถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ทักษะ และความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศสาหรับผู้บริหาร

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารก็ควรมีการใช้ DSS หรือ ระบบการตัดสินใจที่ดีด้วย เพราะหน้าที่อยู่ในความเด็ดขาด เป็นผู้นำมักต้องตัดสินใจสิ่งต่างๆเสมอ เราจึงควรให้ความสนใจของความสัมพันธ์ของสองระบบนี้
EIS ช่วยสนับสนุนให้ผู้บริหารสามารถทำความเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนและสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเหตุการณ์วิกฤตที่มีผลกระทบต่อองค์การในระดับกว้าง เราจะเห็นได้ว่า EIS มีหลักการคล้ายกับ DSS
EIS พัฒนาขึ้นสาหรับจัดเตรียมสารสนเทศ ที่เหมาะสมในการตัดสินใจของผู้บริหาร พัฒนาให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยมีตาราง รูปภาพ แบบจาลอง และสื่อผสมอธิบาย ข้อมูลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม พัฒนาให้สามารถนาสารสนเทศใช้งาน โดยตรง
DSS พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้จัดการระดับกลาง หรือนักวิชาชีพ ให้ข้อมูลการตัดสินใจตามลักษณะงาน โดยผู้ใช้จะต้องปรับปรุงข้อมูลให้อยู่ใน ลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้งาน
นาสารสนเทศมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ ที่เหมาะสมกับการตัดสินใจ หรือต้องใช้ เทคนิคในการประมวลผลข้อมูลให้อยู่ใน รูปแบบที่ต้องการ  โดยรวมๆแล้วระบบนี้เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สาหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทาหน้าที่
กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสาหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จาเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์ คำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดมีข้อมูล ผู้นั้นมีอำนาจ” นับว่าเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะต่อการแข่งขันในสังคมสารสนเทศที่แต่ละองค์การต้องสามารถตอบสนองต่อ ความต้องการของลูกค้าและการพลวัตรของสิ่งแวดบ้อมอย่างถูกต้องและทันเวลา ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องการการตอบสนองของข้อมูลที่ รวดเร็ว ชัดเจน ทันสมัย สมบูรณ์ ถูกต้องและเชื่อได้ เทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำมาใช้เป็นเครื่องเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์การ 1. ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการดำเนินงาน (Transaction Processing Data) เป็นข้อมูลที่แสดงผลการปฏิบัติงานขององค์การ ข้อมูลจากการ ดำเนินงานช่วยสร้างความเข้าใจและสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ ผ่านใน
2. ข้อมูลจากภายในองค์การ (Internal Data) เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นภายในองค์การ เพื่อแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายหรือผลการดำเนินงานของกิจกรรม
3. ข้อมูลจากภายนอกองค์การ (External Data) ปัจจัยภายนอกมีผลกระทบต่อองค์การโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเปลี่ยน แปลงปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม แลวิทยาการ

ความเสี่ยงของระบบสารสนเทศในยุคใหม่

ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี สามารถแบ่งออกเป็นหลักคือ

-ความเสี่ยงด้านการประดิษฐ์เทคโนโลยี

-ความเสี่ยงในการจัดการสารสนเทศ

ความเสี่ยงด้านการตลาด มีสาเหตุแบ่งออกเป็นหลักคือ

-ความเสี่ยงด้านการตลาดแรงงาน

-ความเสี่ยงด้านวามต้องการของลูกค้า

ความเสี่ยงด้านการผลิต

-ความเสี่ยงด้านการผลิตขององค์กร

ความเสี่ยงด้านสังคม

-ความเสี่ยงในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

-ความเสี่ยงจากกฎหรือระเบียบที่ออกหรือยกเลิกโดยรัฐบาล

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านความรับผิดชอบ

– ความเป็นอยู่สุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้างในองค์กร

-ความเท่าเทียมในการสร้างงาน

-ความสัมพันธ์กับมวลชน

-นโยบายลงหุ้นส่วนธุรกิจ

-จริยธรรม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s