ละครแรงเงา กับ พฤติกรรมเลียนแบบ

ขอขอบคุณภาพจาก nationblog

ละครที่ถูกฉายออกไปดีรับความนิยมอย่างล้นหลาม เสียงตอบรับดีในทุกๆด้าน ละครน้ำเน่าแห่งปี จนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ แรงเงา ฟีเวอร์ เพราะทุกส่วนต่างๆของสังคมต่างรู้จักกันถ้วนหน้า ประมาณว่า ถ้าไม่ดู พรุ่งนี้จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง จนเกิดความน่าสมเพศใหม่ๆขึ้นในสังคมไทยอย่างคำว่า
ดูทีวีแล้วผูกคอตาย เล่นเกมแล้วแทงแม่ตาย
สมกับคำนี้จริงๆ ละครกาม เหยียดหยามสังคัม โสมมมวลมนุษย์ น่าอับอายสิ้นดีในการสร้างค่านิยมในการที่ผู้ชายมีสามีได้หลายคน โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ที่มีการส่งต่อและวิจารณ์กันอย่างออกรส แต่หากลองมองให้ดีละครทุกเรื่องที่เป็นผัวเมียละเหี่ยใจ ไม่ว่าเรื่องไหนก็สะท้อนอะไรไม่ได้ไปมากกว่าความสะใจ มันไม่มีอะไรมากไปกว่า การเอาผู้หญิงมาตีกัน แรงเงาเป็นสุดยอดมายาคติของคนไทยในสมัยนี้ เมียหลวงคนนี้โง่บ้าง สามีหลายใจบ้าง สังคมทุกวันนี้ถอยหลังลงคลองเรื่อยๆจากการที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกที่ในสังคม จนสะท้อนออกมาเป็นละคร สังคมได้พัฒนาการต่อรองแบบใหม่ขึ้นมา ด้วยคำจำกัดความที่มีความหลากหลายแยกย่อย อย่างเช่น การมีกิ๊ก ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว จากสถานการณ์เป็นแฟนกันของวัยรุ่น และต้องจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์ที่หาดูฉากได้ตามละครทั่วไป นั่นเป็นอีกเหตุผลว่าทำไมถึงติดอันดับต้นๆของโลกในเรื่องของคุณแม่ในวัยเด็กหรือท้องในวัยเรียน สิ่งต่างๆที่สะท้อนออกมาจากละครล้วนแล้วแต่ถูกเติมแต่งนำมาจากเรื่องจริงที่มีตัวตนอยู่ในสังคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่า ดูละครแล้วย้อนดูตน ก็ยังคงเป็นคำที่ใช้ได้ในละครหลายๆเรื่อง ในสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับเรื่องบันเทิงมากเกินไป เห็นได้จากรายการเกมโชว์มากมายที่ดูแล้วไม่ได้สาระแต่ได้เวลาการออกอากาศนานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ขณะเดียวกันรายการสารคดีความรู้ต่างๆกลับหาไม่ได้ในช่องฟรีทีวี หรืออย่างดีก็มีแค่ไม่เกิน 30 นาที ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าควรหันหลับมาให้ความสำคัญเรื่องความรู้มากกว่าความบันเทิง แต่กระแสสังคมและบรรทัดฐาน ต่างๆเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา สิ่งที่ดูเลวร้ายของผู้ใหญ่ในวันนี้ในการเลียนแบบดาราคนดัง อาจดูเป็นปกติเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่าเต้นแบบส่ายสะบัดสะโพกของ Elvis ที่เคยถูกแบนไม่ให้ออกอากาศ กลับกลายเป็นเรื่องปกติในสมัยนี้ แล้วไอ้คนรุ่นนั้นที่หลงใหล Elvis มาถึงปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่หัวหงอกหัวดำ กลับยึดติดกับค่านิยมเก่าๆ ต่อว่าลูกหลานตนเองว่าไม่รักขนบประเพณีเอาแต่ทำตามละครเสียแบบนั้น 

ขอขอบคุณภาพจาก itplaza.co.th
ในกรณีที่มีข่าวคราวโด่งดังในเรื่องของการเลียนแบบล่าสุด เรียกได้ว่า แรงเงา ฟีเวอร์ ตัวจริง ที่มีเด็ก 8ขวบ เลียนแบบฉากผูกคอตายของนางเอกคนดังในเรื่อง แต่ทว่าเคราะห์ดีที่แพทย์ช่วยเหลือไว้ได้ทัน ถึงกระนั้นในโลกโซเชี่ยลก็มีเสียงกร่นด่าตามหลังมามากมาย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมที่น่าตกใจคืออายุของผู้ทำ เริ่มมีน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อหลายๆปีก่อนถ้าจำกันได้ก็มีละครอีกเรื่องหนึ่งไม่ขอเอ่ยนาม ที่ฮิตกระโดดตึกฆ่าตัวตายของเด็กในมหาลัยหลายๆแห่ง อย่างไรก็ตาม นางเอกคนดังยังออกมาให้สัมพาษณ์แบบหน้าตาเฉยด้วยคำว่า “ไม่ทราบเลยค่ะ เจนี่คิดว่าเขาไม่น่าจะทำตามเพราะละครเรื่องนี้เคยทางมาแล้ว แล้วเป็นบทประพันธ์ ไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมา จริงๆ แล้วละครเรื่องนี้มีเตือนตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนที่ละครจะเข้าว่าให้ผู้ใหญ่มีแนะนำกับเด็กด้วย (เจอแบบนี้ซีเรียสไหม?) ไม่หรอกค่ะ เพราะกระแสละครมันแรง ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว แต่ก็ดีใจที่ทุกคนให้เสียงตอบรักที่ดี ก็ขอบคุณมากค่ะ” ช่างเป็นถ้อยคำที่สวยงามแต่เต็มไปด้วยความละเลย สิ่งที่เกิดขึ้นก็พิสูจน์ได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบทางตรง แต่เธอก็ยังคงยืนยันและดูเหมือนคำพูดจะไม่แสดงความรับผิดชอบออกมาให้เห็นเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นจึงได้กำเนิด โพลสำรวจละครแรงเงา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสังคมไทย “ประสานมิตรโพล” คณะสังคมศาสตร์ มศว ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของ ผู้ปกครอง จำนวน 184 คน เยาวชน จำนวน 532 คน และประชาชนทั่วไป จำนวน 478 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,194 คน ในการสำรวจโพลชี้วัดความรุนแรง สรุปผลได้ดังนี้ เด็กอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์/นึกสนุก/อยากลองอยากทำตาม 38.14% สาเหตุน่าจะเกิดจากการปล่อยให้บุตรหลานดูทีวีตามลำพัง โดยไม่มีผู้ปกครองให้คำแนะนำ หรือให้การดูแลอย่างใกล้ชิด 34.88% เด็กอาจจะมีปัญหาอื่นๆ เช่น ทะเลาะกับเพื่อน เครียด สุขภาพจิต นอกจากนี้ผลสำรวจยังระบุว่า ผู้ปกครอง เยาวชน และประชาชน เห็นว่าการนำเสนอพฤติกรรมความรุนแรงในละครโทรทัศน์ มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชนมากน้อยเพียงใด? มีผลบ้าง 51.69%เพราะ เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง, หากผู้ปกครองไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด หรือมีปัญหาครอบครัว อาจทำให้เด็กติดสื่อหรือละครแล้วแสดงพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย ฯลฯ มีผลมาก 36.10% เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้และมีพฤติกรรมเลียนแบบได้ง่าย, เด็กไม่สามารถแยกแยะเรื่องจริงกับละครเองได้ สิ่งที่ เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชน ต้องการให้ “หน่วยงานภาครัฐ” ควรปฏิบัติดังนี้ ตรวจสอบ/ควบคุมเนื้อหาก่อนออกอากาศ ดูแลสื่ออย่างเข้มงวด 38.58% รณรงค์ให้เยาวชน ผู้ปกครองและประชาชนรู้เท่าทันสื่อ และควรเชิญสื่อมาร่วมให้ความรู้ คำแนะนำด้วย 23.14%

พ่อของเด็กบอกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ เด็กได้ดูรายการทีวีที่มีภาพการแขวนคอตายถึง 2 รายการในช่วงสัปดาห์เดียวไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเรื่องแรงเงาเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอนสมองของเด็กขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน ทั้งนี้ หากเด็กหายดีมีสิทธิ์เกิดผลกระทบต่อสติปัญญาและสภาพร่างกายของเด็กแน่นอน อยู่ที่ว่ามากหรือน้อย ซึ่งต้องรออีกประมาณ 5-6 เดือนจึงจะสามารถประเมินสภาพสมองของเด็กได้
อย่างไรก็ตามเราควรมาทำความเข้าใจว่า การเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจากการสังเกตการณ์ (Observational Learning)  ที่บอกได้ว่าพฤติกรรมของคนเกิดจากการเลียนแบบบุคคลต่างๆ ในสังคม ดังนั้นการสื่อสารการตลาดโดยให้ดาราที่มีชื่อเสียงใช้สินค้า (Influencer Marketing) จะส่งผลกับกลุ่มลูกค้าบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเรียนรู้และทำตามโดยการดู พฤติกรรมของคนอื่นๆ  ซึ่งแท้จริงแล้วพฤติกรรมการเลียนแบบไม่ได้เกิดจากคนที่มีชื่อเสียงเท่านั้น บุตรหลานถูกเลี้ยงดูมาอย่างไรในครอบครัว ก็จะมีพฤติกรรมเหมือนคนในครอบครัว เด็กบางคนที่ท่าเดิน วิธีการพูดจาเหมือนพ่อแม่ โดยไม่มีการสอนสั่ง รวมไปถึงอุปนิสัยใจคอและการวางตัวในสังคมด้วย มีคำถามว่าแล้วทำไมเด็กไม่เรียนแบบตัวละครคนอื่น ที่เป็นคนดี คำตอบทั้งหมดคือ การเลียนแบบจริงๆแล้วเกิดขึ้นได้ยากส่วนใหญ่คนเราจะเลียนแบบดาราเหมือนตัวละครที่มีสิ่งคล้ายคลึงกับตนเอง หรือมีแรงจูงใจในพฤติกรรมและหน้าที่หรือบทละครในนั้นเหมือนๆกันเราควรจะหันหน้ามาระดมความคิดเห็นหาทางออกให้สังคมกับพฤติกรรมเลียนแบบเหล่านี้จนละเลยให้เหตุการณ์ลักษณะรี้เกิดขึ้นอีกในละครเรื่องต่อๆไป หรือบางทีผู้จัดอาจดีใจที่ได้มีส่วนช่วยเสริมแผนการตลาด ซึ่งเป็นเรื่องน่าอับอายสิ้นดี

ประการแรก ให้สื่อโทรทัศน์และสื่อไอทีเอาจริงกับการจัด เรตติ้ง และจำกัดการออกอากาศรายการที่มีความรุนแรง และผู้ปกครองควรตรวจสอบรายการที่ลูกดู ให้คำแนะนำเด็กขณะดู เพราะเด็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ขาดความยั้งคิดได้ง่าย มีแนวโน้มลงมือกระทำตามได้ รัฐบาลยังไม่มีการควบคุมการอย่างจริงจัง จึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะที่เด็กเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงที่ โดยเฉพาะละครที่มีฉากความรุนแรง เพราะเมื่อเด็กเห็นจะเกิดการเลียนแบบ และผู้ปกครองควรอธิบายให้เด็กเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่เห็นในละครเป็นการแสดงไม่ ควรที่จะทำเลียนแบบเพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ แต่อย่างไรก็ดีการมานั่งบังคับจับผิดในการกำหนดระดับอายุ ก็ไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้ เพราะการเข้าถึงเป็นเรื่องยากการส่งผ่านสัญญาณเป็นการส่งผ่านอากาศไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าส่งไปไหน ใครเป็นคนรับ ด้วยเหตุนี้จึงควรขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้สร้างผลงานดั่งเช่นในประการที่สอง

ประการที่สอง ควรมีหลักข้อคิด เพื่อให้ผู้ผลิตทำรายการที่มีคุณค่า จรรโลงใจสังคมออกมาตอบแทนคนดู คนที่หยิบจับ plot เรื่องควรออกแบบเรื่องไปในทางบวก เป็นการนำไอเดียความคิดฝีมือ มาประชันกันสร้างสรรค์ผลงานต่างๆที่มีคุณค่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวที่ปราศจากอารมณ์ก็ไม่ต่างอะไรกับไอติมที่ไม่มีน้ำตาล มันช่างขาดรสชาติและสีสัน ในการดึงดูดผู้ดู เฉกเช่นในภาวะทุนนิยมของประเทศไทยแล้วกำไรเรื่องเงินต้องมาก่อน สิ่งไหนขายได้ก็ผลิตโดยไม่สนใจว่าเป็น content ซ้ำหรือมีความรุนแรงหรือไม่ เอาแค่ว่า ขายได้ก็พอ บางทีปัญหาการ corruption ในไทยอาจมีสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะทุนนิยม ในการเห็นเงินเป็นใหญ่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี ผู้แต่งควรใส่ข้อคิดที่คนดูจะได้รับในชีวิตประจำวันไปด้วยในตัวเรื่องราว ให้ความรู้ความเข้าใจในชีวิต อุดมคติ ความเป็นจริง ถึงแม้ว่าเราจะแยก ความคิดกับสิ่งที่เป็นจริง ออกจากันยากก็ตาม ถ้าสื่อมีบรรทัดฐานในการนำเสนอที่ดีพอบางทีอาจนำไปสู่การเลียนแบบแต่ในสิ่งดีงามอย่างเช่นในประการที่สามก็ได้
ประการที่สาม เลียนแบบได้ แต่การเลียนแบบต้องมีเงื่อนไข ต้องเลียนแบบในสิ่งที่ถูกต้อง หากสิ่งนั้นไม่ถูกต้องไม่สร้างสรรค์ ควรตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหาของสังคม แยกแยะสิ่งใดผิดถูก เพราะกระแสสังคมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอย่างทีได้กล่าวไปในเรื่อง Elvis แต่ในกรณีเด็ก 8 ขวบก็อาจเป็นไปได้ที่ขาดทัศนคติและประสบการณ์การใช้ชีวิต ด้วยเหตุที่อายุน้อยเกินไป แต่อย่างไรก็ดีแล้ว วัฒนธรรมกับการเลียนแบบก็มีความคล้ายคลึงกัน อย่างที่โจมตีกันอย่างหนักว่าการเรียนแบบจะนำไปสู่การลืมประเพณีเดิมหรือ tradition culture แต่ ที่ความเป็น “ไทย” ที่ว่านี่ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าคืออะไร เพราะแค่ดูชื่อและชื่อสกุลของแต่ละคนทุกวันนี้ก็งงเสียแล้วว่าส่วนมากนี่มัน ภาษาอินเดีย (บาลี-สันสกฤต) ต่างหาก ไม่ใช่ภาษาไทยที่ตรงไหนเลย โคลงฉันท์กาพย์กลอนเก่าแก่สมัยอยุธยา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการหยิบยืมคำอินเดียมาใช้แทรกใช้ปนตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด ยิ่งคำฉันท์นี่เห็นชัดๆเลยว่าเลียนแบบอินเดียมา ความเป็น “วัฒนธรรม”แท้จริงแล้วจึงหมายถึงการ “เลียนแบบ” นั่นเอง เพียงแต่ว่าใครจะเลียนแบบใคร แล้วการเลียนแบบนั้นเป็นไปในทิศทางใดและให้ประโยชน์กับใครแค่นั้น แต่ถ้าความเป็นไทยยังยึดติดอยู่กับ การเล่นหมากเก็บ การใช้คำเก่าแก่ การรำไทย แบบบรรทัดฐานของผู้ใหญ่หลายๆคนทุกวันนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็ก หันไปเล่นเกมส์ ดูละคร และเต้นตามแบบเกาหลีกันมากมาย
แต่แล้ว เมื่อกลับมามองที่สังคมไทยปัญหาคุณธรรมของสังคมไทยจะเห็นว่าช่างน่าอาย เพราะสิ่งแวดล้อมทางสังคมไทยเป็นแบบอย่างไปในทางที่ไม่ดี การแก้ไขโดยเพียงแค่อาศัยกลไก บ้าน วัด   โรงเรียน ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้   จำเป็นต้องอาศัยกลไกทั้งหมดที่มีอยู่ของสังคมเข้ามาช่วยกันมองและช่วยกัน แก้ไข ส่งเสริมแบบอย่างที่ดี ขจัดแบบอย่างในทางเสื่อมให้หมดไปนั้นแหละเราจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ คนไทยควรเปลี่ยนความคิดเลิกเสพติดสิ่งบันเทิงทั้งหลาย หากอยากเรียกตนเองอย่างเต็มปากว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื้อหาสื่อควรจะเน้นสิ่งที่เป็นสาระ มากกว่าสิ่งที่ไร้สาระอย่างเรื่องบันเทิง วันนี้ยังทันครับ เปลี่ยนช่องทีวีจากละครน้ำเน่าไปดูสารคดีต่างๆจะสร้างอาหารสมองได้มากกว่ามานั่งปักหลักเชียร์ผัวเมียตบตีกันในละครนะครับ

ก่อนจะจากกันไป หลายๆคนคงอาจมีคำถามเหมือนผม เรื่อง กระทรวง
คำตอบอาจจะอยู่ในคลิปนี้ก็เป็นได้

http://youtu.be/JwBphWQDHoo

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s