The Balcony By Jean Genet

ขอขอบคุณภาพจาก Thaiticketmajor.com

บทนำ

เป็นวาระดีในปีนี้ ของมหาวิทยาลัยในไทย ที่ได้รับสิทธิ์ให้จัดการ แสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจและประทับใจอีกงานหนึ่งของการทำงานของชาวคณะ ตกผลึก ออกมาเป็นผลงามสุดเลิศ กับละครเวทีที่สร้างความสะเทือนมาแล้วทั่วโลก แต่หลายต่อหลายประเทศก็ประกาศแบนละครเรื่องนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม แน่นอนนี่เป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่ได้มีการอนุญาตให้จัดละครเรื่องนี้ขึ้น แว่วๆมาว่ามีบัตรขายใน Thai ticket major อีกด้วย ชื่อเรื่องฟังดูน่าชวนติดตามและตอบโจทย์ของเรื่องได้อย่างดีคือ “ระเบียงโลกย์” โดยในความหมายของคำว่าโลกย์ แปลว่า โลกีย์ หมายความว่าความวนเวียนอยู่ในภพที่สาม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลก  กาม ตัณหา ทิฎฐิ อวิชชา สมน้ำสมเนื้อที่ได้ขนานนามภาษิตของเรื่องที่ได้ขยายไว้อย่างน่าฟัง ระเบียงกาม เหยียดหยามสังคม โสมมมวลมนุษย์ เป็นการอธิบายถึงโลกแห่งสมมุติ ในโลกปัจจุบันที่มีผู้คนต่างสร้างสิ่งสมมุติขึ้นมามากมายในทุกทุกวัน กาล.. ได้กำเนิดโลกขึ้นมาใบหนึ่งในจินตนาการเป็นมิติคู่ขนานกับโลกในความจริง เป็น โลกที่สมมุติขึ้นมาเพื่อดูการพัฒนาจินตนาการของมนุษย์ว่ามีศักยภาพแค่ไหน มีเวลาเป็นตัวกำหนดอายุขัยของสัตว์สิ่งของต่างๆ
มีเกิดแก่เจ็บตาย มีเสื่อมและสลายทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ แม้แต่ธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟอันเป็นธาตุหลักก็ต้องสลายไปในอนาคต บนโลกสมมุติใบนี้จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่ข้ามพ้นจากมิติคู่ขนานไปสู่โลกใน ความจริงได้ ซึ่งมีเวลาเป็นตัวกำหนดและกติกา ทุกตัวละครต้องต่อสู้กับความเชื่อมั่นในสติปัญญาของตนเอง,เผ่าพันธุ์ตนเอง โดยมีจินตนาการเป็นสื่อนำทาง เช่นเดียวกันกับในเรื่องนี้ทุกสิ่งที่สมมุติขึ้น สุดท้ายก็ถึงวันจากลาเมื่อได้รับรู้ความจริง เพราะทุกสิ่งไม่มีอะไรแน่นอน บทละครสะท้อนว่า ในสังคมเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากมาย ทุกคนตื่นมาพร้อมหน้าที่และตัวตนสมมุติของตนเองในแต่ละวัน เรื่องในละครทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านกระบวนการจริงของสังคม จึงทำให้นักเขียนผู้โด่งดังอย่าง
Jean Genet ฌอง เจอเน่ต์ ได้รังสรรค์เรื่องราวบทประพันธ์ก้องโลกนี้ให้ได้ไปสู่สายตามวลมนุษย์ ทั้งหลายที่ยังคงวิ่งวนในโลกตัณหาและภาพสมมุติ

Jean Genet คือนักกวีชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1910 เขามีชื่อเสียงมากในการแต่งนิยาย บทละคร และวรรณกรรมมากมาย ผลงานที่เป็นที่รู้จักก็อย่างเช่น  The thief’s journal , The maids และ The balcony เขาเติบโตจากเมือง Alligny-en-Morvan ในประเทศ ฝรั่งเศส เขามีทัศนคติที่ดีต่อการเขียนผลงานของเขา เพราะเขาจำกัดว่าผลงานของเขาต้องมีคุณค่าสะท้อนศีลธรรม หรือ moral values ให้กับผู้อ่าน เขาเป็นพวก homosexual แถมยัง criminal อีกด้วย นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงแต่งบทละครเรื่อง The balcony ออกมาได้เสียดสีอารมณ์แห่งกามตัณหา อย่างแท้จริง
ถ้อยคำอักษรของเขาที่ถ่ายทอดออกมาแต่ละข้อความล้วนเต็มไปด้วยความมั่งคั่งของการสรรสร้างค์ความคิดในบทกวี เป็นเหมือนมนต์สะกดให้ผู้คนหลงใหลเมื่อได้สัมผัส
อย่างไรก็ดีละครเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตจริงของคนในสังคมที่สะท้อนออกมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจนของการเป็นทาสแห่งความ ยานหย่อนเยือกเย็น ผูกติดอยู่กับภาพสมมุติ ภาพลวงตาที่ถูกถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกทุกวันของทุกมุมโลก แสดงถึงบรรยากาศอันโสมม ของสันดานมวลมนุษย์ที่ต่างต้องการให้ตัวเองโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ มีหน้าตาฐานะจอมปลอมทางสังคม ผู้คนล้วนวิ่งวนอยู่ในนั้นราวกับสนามแข่งหนูที่การแข่งไม่มีวันจบสิ้น อย่างไรก็ดีในส่วนต่อไปผู้เขียนจะกล่าวถึงเรื่องย่อและธรรมชาติของตัวละครต่างๆ

ขอขอบคุณภาพจาก radiohead.com/hail to the theif

พื้นเรื่อง

The balcony หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า Le balcony ถูกตัดสินจากผู้คนทั่วโลกว่า ให้เป็นผลงาน มาสเตอร์พีซ ของกวีชาวฝรั่งเศส Jean Genet ถูกเติมแต่งจากแรงบัลดาลใจและทัศนคติ ที่มีต่อสังคมของผู้กวี เช่น เพศ การเมือง การปฏิวัติ โดยฉากถูกออกแบบให้เป็น ซ่องหรือหอแห่งภาพสมมุติ ที่มีห้องถึง 38 ห้อง ทุกคนที่มาใช้บริการล้วนมาพร้อม script ของตนถึงภาพลวงตาที่ได้คิดขึ้น เป็นภาพสมมุติของจินตนาการ เป็นคำถามปรัชญาเก่าแก่ที่ดูเหมือนจะเป็นรากเหง้าของปัญหามากมายในเรื่องของ “ความคิด กับ สิ่งที่เป็นจริง” คำนี้คือการเข้าถึงเรื่องของโลกอย่างแท้จริง ความคิดของเราส่งอิทธิพลต่อสิ่งที่เรามีส่วนร่วมและสิ่งที่เราคิด เนื่องจากมีความผันแปรระหว่างความจริงกับสิ่งที่เราเข้าใจอยู่เสมอ ช่องว่างระหว่างสองช่องนี้เรียกว่า อคติ มันคือองประกอบสำคัญ ที่มีส่วนกำหนดวิถีประวัติศาสตร์ แนวความคิดของสังคมเปิดอยู่บนพื้นฐานการยอมรับว่าเรามีโอกาสผิดพลาดได้ ไม่มีใครครอบครองสัจธรรมสูงสุดได้ เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองหรือทางการทหาร ไม่อยากจะยอมรับมัน ความแตกต่างระหว่างความคิดกับความจริง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการคิดแบบมีเหตุผล ทุกคนในเรื่องต่างทิ้งสิ่งที่หัวใจต้องการ สิ่งที่เป็นความจริงของชีวิต เพื่อวิ่งเข้าสู่ภาพสมมุติ ภาพจำแลงอันจอมปลอม

Madam Irma (The queen)
มาดาม เออร์ม่า หรือที่เรียกกันว่าราชินี เป็นเจ้าของห้องหอแห่งภาพสมมุติ หรือ ซ่อง เป็นผู้ควบคุม ตรวจตรา กำกับการทำงานของนางโลมในหอ รวมทั้งออกแบบห้อง จัดเตรียมบท ให้กับผู้มาใช้บริหาร เธอมีนางกำนัลคนเอกคือ คาร์เมน อายุอานามของเธอดูคร่าวๆประมาณ 40ปี เธอชอบการแต่งตัว ตกแต่งร่างกายของตนเองไปในชุดต่างๆ เป็นผู้ระวังภัยและติดต่อกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการคุ้มครองสถานที่ของเธอให้รอดพ้นจากคณะปฏิวัติ เธอเป็นผู้ครองครองชุดและมงกุฎ ที่สูงศักดิ์ของพระราชินีผู้ที่ทอผ้าไม่มีวันเสร็จ ความมั่งคั่งของเธอมาจากธุรกิจตัณหาทั้งหลาย แต่มีหนึ่งสิ่งที่เธอกลัวคือ ความไม่ซื่อสัตย์ของลูกน้อง มีตัวอย่างให้เห็นคือ ฌอง ตาล ผู้ซึ่งหันหลังให้กับเธอไปอยู่กับพวกคณะปฏิวัติ แม้ภายนอกเธอดูจะแข็งกร้าวและมีความสุข แต่เธอก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ขื่นขมในใจ จากความละโมบทั้งหลายของเธอ เธอทำเหมือนกับนางโลมทุกคน เป็นสิ่งของที่จะทำอะไรหรือใช้งานอะไรก็ได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่นางโลมทุกคนไม่พอใจอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณภาพจาก pick.plus.com
Carmen

หนึ่งในนางกำนัลคนเอกของมาดาม เออร์ม่า เป็นคนที่เออร์ม่า ไว้ใจมากที่สุดในทุกๆเรื่อง ถึงกับขนาดเชื่อใจให้เธอคุมบัญชีรายรับ-รายจ่าย ทั้งหมดของหอแห่งภาพสมมุติ เธอเป็นคนที่รู้เรื่องส่วนตัวของเออร์ม่าในทุกๆเรื่อง นอกจากนี้ยังเป็นคนที่เออร์ม่าแอบหลงรักและอยากจะมีสัมพันธ์ด้วย เธอเข้ามาทำงานที่หอแห่งนี้ด้วยเหตุผลว่าต้องส่งเงินให้ลูกๆของเธออีก2คนในพื้นที่ห่างไกล แต่แล้วด้วยเหตุการณ์การปฏิวัติทำให้เธอ ไม่สามารถกลับไปหาลูกๆได้ ด้วยความขื่นขมระทมใจเออร์ม่าได้ปลอบเธอด้วยถ้วยคำแห่งสัจธรรมชีวิต เธอยังมีบทบาทมากในการดูแลลูกน้องคนอื่นๆให้อยู่ภายใต้โอวาทของมาดาม เออร์ม่าเมื่อตัวของหล่อนไม่อยู่ คาร์เมน มีรูปโฉมที่งดงาม ต้องตาต้องใจของคนทุกเพศทุกวัย แต่เธอได้ถือครองคติประจำใจ ว่า หยาดเหงื่อที่เสียไปก็เพื่อลูกและครอบครัว เธอเข้าใจสัจธรรมชีวิตมากมายเมื่อได้ทำงานที่หอแห่งภาพสมมุติแห่งนี้

Arthur (torturer)

อาเธอร์หรือคนทรมาน เป็นชายหนึ่งเดียวแห่งหอสมมุติ ที่คอยรับบทบาทตามแต่ละห้องได้จัดไว้ ทุกอย่างล้วนอยู่บนบทบาทในการแสดง ถึงแม้ว่าเขาจะชอบความรุนแรง ชอบทำบาดแผลให้กับผู้อื่น แต่ลึกๆแล้วเขาเป็นคนสุดจะขี้ขลาด กลัวทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อตนเอง เออร์ม่า ได้จ้างเขาทำงานแบบไม่เต็มใจโดยการบีบบังคับจากท่าน ผบ.ตร. แม้ว่าในช่วงแรกเออร์ม่าจะต่อต้าน อาเธอร์อย่างหนักก็ตามแต่ต่อมาในที่สุดเธอก็ต้องพึ่งพาอาเธอร์หลายต่อหลายเรื่อง แต่อย่างที่กล่าวไปเขาเป็นคนขี้ขลาดจึงทำงานไม่สำเร็จในหลายๆเรื่อง แถมยังมีสัมพันธ์กับแบบลับๆล่อๆ อีกด้วยระหว่างมาดามเออร์ม่ากับอาเธอร์ แต่ในตัวของอาเธอร์เองแล้วเป็นคนที่สนใจแต่เรื่องชื่อเสียงและเงินทอง นอกจากนั้นยังต้องการให้ตัวเองเป็นหนึ่งเดียวเหนือคนอื่นๆ มีครั้งหนึ่งเออร์ม่าใช้เขาให้ไปตามท่าน ผบ.ตร. ในยามที่เหตุการณ์จลาจลในเมืองไม่สู้ดี เขาก็ยังมีข้อแม้ขอเงินทองผ้าไหมเป็นการตอบแทนเหมือนกับที่นิสัยเขาเป็น อย่างไรก็ตามอาเธอร์รอดกลับมาจากถนนของสงครามกลางเมืองได้ แต่เมื่อกลับมาถึงแล้ว เขาได้โดนกระสุนลูกหลงของเหตุการณ์ความรุนแรงและได้จบชีวิตลง ร่างของเขาได้ถูกฝังลงไปในหลุมศพสวยงาม อย่างที่ตัวเขาเห็นในภาพสมมุติแห่งจินตนาการของตนเอง

George (chief of police)

จอร์จ เป็น ผบ.ตร. หรือผู้บัญชาการตำรวจสูงสุด ท่ามกลางเหตุการณ์การก่อจลาจลของกลุ่ม ปฏิวัตินำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ขยายความรุนแรงอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามหอแห่งห้องสมมุติก็ยังเปิดบริการได้อย่างหน้าตาเฉยท่ามกลางความรุนแรง เพราะได้รับการคุ้มครองจากจอร์จ ผู้บัญชาการตำรวจที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อสู้กับคณะปฏิวัติ เขาเหมือนเป็นหัวเสือที่จะต่อสู้กับคนพวกนี้ ไม่แปลกใจเลยที่เขาปกป้องห้องหอนี้เพราะเขาเป็นหวานใจคนสนิทของมาดามเออร์ม่า หรือราชินี
เออร์ม่าในเวลาต่อมา เขาเป็นคนติดต่อกับฝ่ายราชทูต และได้รวบรวมแผนการต่อสู้รวมถึงการตั้งเออร์ม่าเป็นพระราชินีองค์ต่อไป เขาได้วางแผนกลอุบายต่างๆจนสามารถต่อสู้กับคณะปฏิวัติได้ สิ่งสมมุติ มายาคติในจิตใจของเขาคือชื่อเสียงที่ทุกคนต้องรู้จักเขา เขาอยากให้ชื่อเขามีอยู่ตลอดไป ได้รับการสรรเสริญในทุกๆวัน เขาต้องการนอนในโรงศพที่ผ่านการทำด้วยมือคนนับหมื่นนับแสนคนเป็นโลงที่สวยงามอยู่ในที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ จนสุดท้ายเขาย้อมทิ้งความสุขแห่งชีวิต ทิ้งความเป็นอิสระทุกอย่างเพื่อภาพสมมุติในจิตใจที่เป็นภาพลวงทั้งสิ้นไปสู่โลงศพแห่งมายาที่เขารอคอย

ขอขอบคุณภาพจาก pick.plus.com

Bishop (pope)
ท่านบาทหลวงแห่งคริสตจักร ท่านเป็นผู้เข้าใจกฎแห่งความ ยานหย่อนเยือกเย็น ท่านทรงหลงใหลในผ้าไหมอันสวยงามแห่งพระเจ้า ผ้าสีขาวที่คลุมตัว มงกุฎอันงดงามของพระสันตะปาปา พลางสวดสรรเสริญอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ได้สั่งสอนคนมากมายถึงความจริงของพระองค์ ใช่แล้วทั้งหมดนั่นคือภาพลวงตาของชายธรรมดาคนหนึ่งที่เขียนบทบาทเพื่อเข้ามาใช้บริการห้องหอแห่งภาพสมมุติ
ในความจริงแล้วเขาก็แค่คนขับรถส่งแก๊ส คนหนึ่งที่มีตัวตนก็คือคนขี้ขลาด ขี้หงุดหงิดคนหนึ่ง ชอบตะโกนโหวกเหวก โวยวาย ชอบกล่าวคำโป้ปดมดเท็จไม่เสร็จซาก ไม่ควรคู่แก่การบูชาทุกประการ แต่ในที่สุดภาพแห่งฝันของเขาก็เป็นจริงเมื่อได้รับการแต่งตั้งจากราชินีเออร์ม่า ให้เขาได้เป็นดั่งภาพสมมุติที่ต้องการ เขาแสดงความขี้ขลาดอย่างเห็นได้ชัดในตอนแรกที่ได้รู้ข่าวว่าตนเองจะได้เป็นพระสันตะปาปา โดยการไม่สู้หน้าใครๆแม้แต่คนเดียว

ขอขอบคุณภาพจาก screenstv.com
Judge

ท่านผู้พิพากษา ผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้ผดุงความยุติธรรมไม่ฝักใฝ่หรือเข้าไปเป็นกรรมการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อิสระกับธุรกิจที่เป็นสาธารณะ ไม่ครอบครองผลประโยชน์ใดๆในฐานะนักธุรกิจ เป็นผู้ปรับปรุงข้อพิพาทให้ยุติลงด้วยความยุติธรรมขาวสะอาด ปราศจากคำกำกวมและความขัดแย้ง
ปราศจากความลำเอียงอันเป็นความฉิบหายทั้ง 4 คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ทั้งหมดนี้คือความคิดของชายผู้หนึ่ง ชายที่สุดแสนจะธรรมดา ที่เต็มไปด้วยตัณหา เขาได้ออกแบบบทการพิพากษาผู้ร้ายที่ขโมยขนมปัง  โดยมีอาเธอร์เป็นลูกน้องคอยกำกับคาดโทษคนร้าย จนสำเร็จความใคร่กับทั้งหญิงและชาย ผู้พิพากษายอมเลียเท้าของผู้ร้ายเพื่อให้ยอมบอกความจริง จนเป็นฉากเลียเท้าที่โด่งดังไปทั่วโลก และถูกพูดถึงมากอีกฉากในละครเรื่องนี้เหมือนๆกับคนที่ผ่านมา เขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาจริงๆจากราชินีตามภาพลวงตาที่เขาเคยสร้างขึ้นแต่สุดท้ายสิ่งสมมุติทั้งหมดก็เป็นแค่สิ่งสมมุติ

ขอขอบคุณภาพจาก friendreunited.com
General

ท่านผู้บัญชาการทหารอันสูงศักดิ์มียศเทียบเท่าฐานะหัวหน้าแห่งทหารกล้าทั้งมวล มีความเข้มเข็ง เด็ดเดี่ยว ทะเยอทะยาน มีวินัยกฎระเบียบเข้มงวด ทุกอย่างต้องตรงตามรูปแบบ ทั้งวินัยในชีวิตและหน้าที่เพื่อชาติ เครื่องแบบทุกอย่างต้องขัดเงา หมวกถูกทำความสะอาดจนไม่มีฝุ่น ชุดนั้นสะอาดราวกับของแกะกล่อง อาวุธอันแวววาว ม้าตัวสีดำที่แข็งแรง ทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมสรรพ สำหรับการออกรบทำหน้าที่เพื่อชาติ เสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนดินที่เป็นแผ่นดินเกิดและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้งหลาย ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมสรรพไว้ในหอแห่งห้องสมมุติ ชายคนนี้แค่เข้ามาแล้วใส่ชุดพวกนั้น แล้วทำท่าทีราวกับเป็นผู้บัญชาการจริงๆ เขาจมปลักอยู่กับภาพลวงตาราวกับเป็นบัวใต้น้ำ ภาพมายาที่สวยงามมีอำนาจเป็นที่เกรงขามของผู้คนทุกเพศทุกวัย อวดความแข็งแกร่ง ทั้งๆที่ร่างกายแคระแกร็น กะทัดรัด ไม่เหมาะจะไปออกสู้ในสนามรบแม้แต่นิดเดียว แต่สุดท้ายเขาก็ถูกแต่งตั้งจากราชินีเช่นกันให้เป็นผู้บัญชาการที่ได้แต่นั่งหดหัวอยู่ในห้องเล็กๆท่ามกลางสงครามกลางเมืองอันน่ากลัว

Chantal
ฌอง ตาล เคยเป็นหนึ่งในลูกน้องใต้คำบังคับบัญชาของมาดาม เออร์ม่า เธอเคยทำงานอยู่ในโรงหอแห่งสมมุติ เธอมีรูปร่างที่สง่า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความแข็งแกร่ง ก้นบึ้งของจิตใจเธอแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้า เธอมีลักษณะที่ผู้นำควรมี ไม่ใช่ ผู้บัญชาการทหารที่ร่างกายแคระแกร็น หรือ อาเธอร์ที่ชอบความรุนแรงแต่กลับอ่อนแอ เธอเข้าไปสวามิภักดิ์ ให้กับพวกของคณะปฏิวัติ และได้มีสัมพันธ์กับหัวหน้าของคณะ ด้วยเสียงที่ไพเราะราวกับเทพธิดาแห่งสวรรค์และรูปร่างที่สง่าราวกับพญาเสือ เธอจึงกลายเป็นสิ่งที่ปลุกขวัญกำลังใจให้พวกคณะปฏิวัติก่อความรุนแรงต่อต้านรัฐบาล รูปภาพเธอถูกพิมพ์และส่งต่อกันไปค่ายต่อค่าย เสียงของเธอออกทุกลำโพงประกาศตามค่าย เสียงอันไพเราะที่ปลุกใจเราสมุนปฏิวัติให้ออกไปทำศึกกับรัฐบาล แต่ในที่สุดด้วยอุบายของ จอร์จ เธอมาที่ห้องหอแห่งสมมุติแล้วถูกสังหารโดยพรรคพวกของราชินีในที่สุด

Concept

ละครเวทีเรื่อง The balcony มีพื้นเรื่องจาก มายาคติอย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้น โดยคอนเซ็ป ของเรื่องนี้คือเป็นละครแนว Absurd หากจะเทียบกับงานศิลปะแขนงอื่น ละครแนวนี้ก็คงจะคล้ายกับศิลปะในแนวนามธรรม (Abstract) ซึ่งผู้ชมหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยหรือชื่นชอบงานศิลปะในแนวที่ซับซ้อนและเข้า ใจยากเช่นนี้มากนัก ละครแนวนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในเวลาไล่เลี่ยกับการเกิดศิลปะลัทธิ Surrealism ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นศิลปะที่
สะท้อนชีวิตมนุษย์ที่ไร้สมรรถภาพในการมีชีวิตอยู่ เป็นภาพอันไม่สมประกอบของมนุษย์
เนื้อหาของละครประเภทนี้มักเป็นการประชดเสียดสีสังคม พูดถึงความไร้สาระของมนุษย์ที่พยายามกำหนดความหมายหรือคุณค่าให้แก่สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งแก่ตนเอง บทละครมักจะเล่าถึงสถานการณ์หรือเหตุการณ์มากกว่าจะมุ่งเล่าเรื่องราว ไม่มีการเดินเรื่องหรือพัฒนาการที่เกิดจากเหตุและผลเหมือนละครทั่ว ๆ ไป ซึ่งรวมไปถึงตัวละครต่าง ๆ ที่มักจะมีลักษณะนิ่งคงที่ มีบุคลิกที่เด่นชัด และไม่มีการพัฒนาตั้งแต่ต้นจนจบเห็นความเกลียดชัง เห็นการทำลายล้างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตั้งคำถามว่า ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร และ เราจะอยู่ไปทำไม พวกเขามองไม่เห็นทางออกของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นว่า ชีวิตเป็นเรื่อง absurd คือ ไร้สาระ
ดังนั้น นักเขียนบทในยุคนั้น จึงเขียนบทละครที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตพวกนี้บทละคร
ของพวกเขามักจะไม่มีโครงสร้างแบบดั้งเดิม บางครั้งก็จะไม่ปะติดปะต่อ หรือไม่มีตอนต้นตอนจบ
วนในด้านรูปแบบ ภาพที่ปรากฏสู่สายตามักจะถูกทำให้เป็นสื่อที่ชี้นำความคิดในลักษณะเชิง สัญลักษณ์ (Symbolic) หรือเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย (Metaphorical) รวมทั้งนำเสนอออกมาด้วยภาษาที่ง่าย ๆ และไม่ค่อยต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน ถือว่าภาษาเป็นอุปสรรคของการสื่อสาร และไม่ช่วยทำให้มนุษย์เข้าใจกันและกัน การแสดงจึงมักจะเป็นไปในลักษณะตลกขบขัน แต่ในความตลกขบขันนั้นมักมีสิ่งชวนให้เคลือบแคลงอยู่เสมอ อันเป็นความจริงที่น่าพะวงสงสัยเหมือนกับในชีวิตจริงของมนุษย์นั่นเอง

Opinion

สิ่งที่สะท้อนออกมาจากละครเรื่องนี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนออกมาจากความจริงทั้งหมดในสังคม มันคือ มายาคติ เป็นเรื่องจริงของสังคมอันโสมมหลายๆที่บนโลกนี้ ผู้คนทั้งหลายต่างหันหลังให้กับศีลธรรมความถูกต้อง งมงายไปด้วย อำนาจ คำสรรเสริญ ลาภ ยศ เงินทอง เหมือนกับทุกตัวละครที่ได้สร้างภาพมายาให้กับตัวเอง เป็นภาพสมมุติที่ไม่มีวันเป็นจริง ถึงแม้ในที่สุดพวกเขาทุกๆคนจะได้รับตำแหน่งหน้าที่ตามที่ตนเองคิดแต่เมื่อมันไม่ใช่ความจริงของชีวิต พวกเขาจะทำหน้าที่นั้นได้อย่างไรกันเล่า สุดท้ายก็เป็นเหมือนแค่ต้นไม้ที่ลอยอยู่บนอากาศ เป็นฝันกลางวันชั้นดี ที่คอยขับกล่อมประสาทสัมผัสทั้ง5 ของพวกเขาให้งมงายจมปลักอยู่กับสิ่งสมมุติอันโสมม เรื่องในละครเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาจริงในสังคมใกล้ๆตัวเราทุกคน นั่นคือ สังคมไทย หลงใหลอยู่กับวัตถุนิยม ชาวสยามยุคใหม่กับชีวิตในห้างสรรพสินค้า บ้านชานเมืองและสนามกอล์ฟ ที่เขาได้สังเกตและเขียนออกมาในบทความนี้ว่าวิถีชีวิตขังสังคมไทย โดยเฉพาะคนเมืองนั้น มีอยู่หลายสิ่งหลายอย่างที่จะพยายาม บอกตนเองว่าเป็นสังคมเมือง โดยผ่าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือ ห้างสรรพสินค้า บ้านชานเมือง รถยนต์ส่วนตัว สนามกอล์ฟ การใช้โทรศัพท์ การใช้สินค้าแบรนด์เนม และรวมถึงการลอกเลียนแบบสินค้า มีความคิดที่ว่าซึ่งถ้าหากเป็นบ้านที่ดี ต้องอยู่ลึก ๆ และดูสวยโอ่อ่า พร้อมทั้งมีรถเบนซ์หรือรถยุโรปประจำบ้านไว้ เป็นอย่างน้อย ทั้ง ๆ ที่ สิ่งเหล่านี้มีราคาแพงมาในสังคมไทย แต่มายาคติและชุดความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเช่นนั้นคือ  “ทำงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ”  แต่กลับลืมไปว่า สังคมไทยนั้น ยังเป็นสังคมที่ชาวเมืองส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในห้องเช่าในเมืองใหญ่ หากถ้ามีรถก็อาจะเป็นรถกระบะ Isuzu หรือไม่ก็พักที่บ้านพักเอื้ออาทรของรัฐที่จัดหา สิ่งที่เป็นมายาคติในสังคมไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของโทรศัพท์ โดยกล่าวได้เลยว่า สังคมไทย ณ เวลานี้ขาดสิ่งนี้ คือโทรศัพท์ ไม่ได้เลย โดยก่อนหน้านี้ โทรศัพท์นั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือ สื่อสารเท่านั้นแต่โทรศัพท์ นั้นยังเป็นเครื่องในการบ่งบอกสถานะทางสังคมด้วย

นอกจากสิ่งต่าง ๆ ในข้างต้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยมีชุดความรู้ และเป็นมายาคติ      ที่คนไทยพยายามสร้างชุดความหมายออกมา ในเรื่องของการใช้สินค้าแบรนด์เนม เพื่อเป็นการโอ้อวดฐานนะและเป็นการประชันเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่มีอยู่ ของคุณหญิงคุณนาย และคนมีฐานนะทางสังคมไทย แลโดยเฉพาะในหมู่กลุ่มนักศึกษานั้น สิ้นค้าแบรนด์เนมยังเป็นที่นิยมมาก เพราะเขาเหล่านั้นจะได้นำไปประชันกัน เพราะว่าสังคมไทยนอกจากการพยายามที่จะสร้างฐานะความมั่นคงแล้ว การที่มีสินค้าแบนรนด์เนมก็ยังเป็นการบ่งบอกฐานนะทางสังคมไปอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกัน สังคมตะวันตกนั้นเขาชื่นชมความคิดใหม่ ๆ เป็นที่น่าตื่นเต้น แต่สำหรับคนไทยแล้วการสร้างสรรค์งานและผลงานใด ๆ  นั้นก็ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ หรือตามแบบแผนที่วางไว้ ทำให้ คนไทยจึงจมปลักอยู่กับการเลียบแบบและการใช้สินค้าแบบเดิม ๆ  และคิดว่า การใช้สินค้า เลียนแบบนั้น ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนักและยังเป็นที่มาของการทุจริตมากมายในสังคมมาจาก มายาคติ ระบบ (วรรณะ) ศักดินา ได้ทำให้ พระพุทธศาสนา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเอื้ออาทร ความเป็นพี่น้อง ความเป็นสังคม ภราดรภาพ ของเพื่อนมนุษย์ กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ระหว่าง “เจ้านายกับข้าไพร่ การ ใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไม่มีในเกือบทุกประเทศ ถือว่าหน้าที่นี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่แต่รักษาประเทศ การรักษาความสุขเป็นหน้าที่ของราษฎรเองเกิดระบอบอุปถัมภ์ แต่อุปถัมภ์เฉพาะกลุ่มคนที่ให้ประโยชน์กับชนชั้น (สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้อพยพต่างชาติมีโอกาสสร้างฐานะความร่ำรวย ในขณะที่ข้าไพร่ คนในชาติ ถูกผูกพันด้วยระบบเกณฑ์แรงงาน คนต่างชาติได้เข้าทำการค้าแทนคนในชาติ และกลายเป็นชนกลุ่มใหม่ที่ทำธุรกิจร่วมกับชนชั้นปกครอง เกิดอุดมคติที่เป็นการทำลายอิสรภาพ – ความเสมอภาคในสังคม ยึดถือคติการเป็น “เจ้าคนนายคน”, ความเชื่อมั่นในความเป็นปัจเจกชนถูกละทิ้ง ไม่มีจินตนาการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ไม่มีการปรับตัว – หวังพึ่งพิงจากรัฐบาล ไม่มีความคิดในการพึ่งพาตนเอง. ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสร้าง รัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุม

ทั้งหมดนี้เป็นหนทางแห่งความฉิบหายตามคำสอนขององค์ศาสดา ของผู้เขียนท่านได้กล่าวสัจธรรมแห่งภาพมายาคติไว้มากมาย ตัณหาทั้งหลายเป็นหนทางแห่งทุกข์อย่างแท้จริง เหมือนตัวละครในเรื่องที่ต้องสละความรัก ความต้องการของจิตใจเพื่อเข้าสู้ภาพลวงตาที่ไม่มีวันเป็นจริงและเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสองค์ศาสดากล่าวไว้ว่า “ดูกรท่านทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือ
ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑”
ทุกสิ่งต้องมีเกิดมาแล้วดับไปไม่มีสิ่งใดที่เป็นจริงแท้แน่นอน ทุกอย่างผูกอยู่กับความยึดติด ความเป็น ตัวกู ของกู ไม่มีวันจบสิ้น ถูกมัดรวมอยู่กับตัณหาทั้งสาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ด้วยความโง่ ความหลง ความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอวิชชา จึงอยากในกาม มันก็เร่าร้อน ตั้งแต่เริ่มอยาก แล้วก็เริ่มประพฤติ ปฏิบัติ กระทำลงไปถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไปอยากด้วยความโง่ ความหลงอะไร มันก็เกิดสิ่งเร่าร้อน หรือเป็นทุกข์ขึ้นมาเมื่อคนยังมี อวิชชา อยู่ มันก็ต้องโง่ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อ ของสิ่งนี้  เป็นทาสของอวิชชา เป็นทาสของตัณหา แล้วคนยอมลำบากอยากไม่เป็น อยากไม่เป็น อย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้ กระทั่ง อยากไม่เป็น เสียเลย ไม่เป็นอยู่เลย เช่น อยากตาย เป็นต้น พวกอยากเป็นนั่น เป็นนี่ มันอาศัย ทิฎฐิ ยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นอยู่ อย่างเที่ยงแท้
วันนี้คำตอบการแก้ไขปัญหาในข้อความคิดเห็นทั้งหมวดของละครเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ความคิด ข้อคิดเห็น ทางออกของปัญหาทั่วไปของเนื้อเรื่องละคร แต่อาจเป็นทางออกของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วย มายาคติ อวิชชา ตัณหา งมงายอยู่กับ อำนาจ ลาภ ยศ เงินทอง การสรรเสริญ ไม่ต่างอะไรไปกับตัวละครที่โสมมในเรื่องนี้ ภาพลวงตาทั้งหลายที่คนได้สร้างขึ้นและคิดว่ามันเป็นจริง แต่ในที่สุดแล้ว มันก็เป็นแค่ความคิดความคิดหนึ่ง ความคิดที่ไม่สามารถ แยกความจริงกับความคิด ออกจากกันได้ ชีวิตอยู่ใกล้แต่ก็ไกล ผู้คนต่างสวดสรรเสริญภาพอันจอนปลอม

ขอขอบคุณภาพจาก pick.plus.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s