ความไม่โปร่งใสของผู้นำทางความคิดคนไทย “สรยุทธ สุทัศนะจินดา”

12888878521288887929l

เราต่างรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชนใช่ไหม?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครรู้จักชื่อของนักเล่าข่าวคนนี้ เขาใช้เวลาไม่ถึง 15 ปี หลังจากจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก้าวเป็นผู้ประกาศข่าวแถวหน้าของประเทศ ใช้เวลาครอบงำสื่อในเมืองไทยจนการอ่านข่าวของเขาเป็นบรรทัดฐานให้รายการอื่นๆอีกมากมาย อิทธิพลของบุรุษนายนี้มีผลมากต่อความคิดคนไทยดูง่ายๆจากการที่ ถ้าจะมีใครไปร้องเรียนอะไรสักอย่าง ก็จะบอกว่า “จะไปบอกสรยุทธ”  มากกว่าที่จะไปรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่เขาจะพูดอะไรคนทั้งประเทศก็ต้องเชื่อไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ สรยุทธ 3 เวลาหลังอาหาร ทางช่อง3 อยู่ทุกวันเป็นการตอกย้ำสารของผู้นำทางความคิดอย่างตัวเขาเอง ด้วยความเป็นคนต้นแบบและหน้าที่สื่อมวลชน สรยุทธควรจะเป็น gate keeper ที่ดี บอกเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา ทำข่าวบนความรับผิดชอบตามหลักจรรยาบรรณวารสารศาสตร์ แต่ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เมื่อตัวเขาเลือกเดินเส้นทางสาย commercial journalism เป็นนักข่าวเชิงธุรกิจ จนทำอาจทำให้สารที่ไปถึงมือประชาชนไม่ตรงกับความจริง และแน่นอนเขาไม่ใช่ ‘ กรรมกรข่าว’อย่างที่เขาบอกใครๆ เมื่อดูจากทรัพย์สินที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิศราในรายงานข่าวหัวข้อ “นกน้อยในไร่ส้ม 10 ปี “สรยุทธ”เจ้าสัวพันล้าน” โดยเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ของบริษัทไร่ส้มจำกัดและบริษัทชัดถ้อยชัดคำ จำกัด ซึ่งมีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ร่วมถือหุ้นและดำเนินกิจการด้วยนั้น มีรายงานผลประกอบการ 10 ปีรายได้รวมที่เป็นตัวเลขเปิดเผย 3,890 บาท เมื่อไล่ลงไปดูงบโฆษณาล้วนมาจากภาครัฐและบริษัทยักษ์ใหญ่ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่การเสนอข่าวของเขาไม่เคยวิจารณ์แบบตรงๆว่าใครผิดในช่วง10ปีหลังมานี้ และด้วยงบโฆษณาเจ้าปัญหาตัวนี้ ที่ทำให้เขาหมดความน่าเชื่อถือลงทันทีในสายตานักวิชาชีพวารสารศาสตร์ แม้ว่าในสายตาประชาชนเขายังเป็นศาสดาข่าวเช่นเคย แต่สิ่งที่เขาได้ทำลงไปมันขัดกับจรรยาบรรณอย่างสิ้นเชิงไม่อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบของสังคมที่เขาได้เคยเรียนมาสมัยก่อน และเป็นการสร้าวหลุมดำให้กับวงการสื่อมวลชนไทย
หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ในฐานยักยอกเงินโฆษณาเกินกว่าสัญญาที่บริษัททำไว้กับ บมจ.อสมท ทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหายจำนวน 138,790,000 บาท ซึ่งหลังจากนี้ จะสรุปและส่งสำนวนต่อไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา ขณะที่ นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด เจ้าหน้าที่ธุรการ ฝ่ายสนับสนุนและบริการลูกค้าเป็นผู้วางคิวโฆษณาและติดต่อโดยตรงกับนายสรยุทธ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด และรับค่าตอบแทนเป็นเช็คสั่งจ่าย รวม 6 ครั้ง เป็นเงินจำนวน 739,770.50 บาท

หลังจากนั้นมีการวิพากษ์จากสังคมอย่างมากในความไม่เหมาะสมในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอีกต่อไปในทัศนะที่ว่าหากสื่อเรียกร้องให้สังคมโปร่งใสฉันใด สื่อก็ต้องปฏิบัติตนให้โปร่งใสฉันนั้น ชัดเจนว่า ผู้ประกาศข่าวสรยุทธไม่มีความเที่ยงตรงอีกต่อไป แต่สิ่งที่เขาแสดงออกคือไม่นำข่าวเรื่องนี้ของตัวเขาเผยแพร่ในรายการข่าวของช่อง 3 ทั้งหมด และขอไม่ชี้แจงเปิดโต๊ะแถลงข่าวบอกแต่เพียงว่าให้เป็นไปตามกระบวนการในชั้นศาล ทั้งๆที่  สื่อมวลชนที่ได้ชื่อว่าเป็นนายประตูข่าวสารที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติที่สามารถแยกแยะข่าวที่สมควรจะเป็นข่าวได้และมีจริยธรรม มีคุณธรรมอยู่ในใจ ยืนหยัดอยู่ด้วยศักดิ์ศรีแห่งความถูกต้องและยืนอยู่ข้างประชาชนผู้เดือดร้อนเสมอ

แต่เขากลับทำให้วงการสื่อต้องถูกลดคุณค่าลง กระบอกเสียงของประชาชนกลายเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์รัฐบาลและองค์กรธุรกิจ ที่มักจะนำช่วงเวลาที่ตนเองดำเนินรายการสอดแทรกประชาสัมพันธ์อีเว้นท์ บ้างก็โฆษณาสินค้าในรายการและที่เห็นความเสื่อมได้ชัดที่สุดคือการเล่นข่าวสีสัน ข่าวดราม่า เน้นขายไม่เน้นสาระ

จนทำให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน กรณีบริษัทไร่ส้ม โดยระบุว่า “ตามที่ปรากฏต่อสาธารณชน กรณีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรและผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ และบริษัทไร่ส้ม มีส่วนพัวพันกับการทุจริตและถูกชี้มูลความผิด และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีทางกฎหมายนั้น ในฐานะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งต้องอาศัยความเชื่อถือ ไว้วางใจของประชาชนเป็นสำคัญ กรณีจึงมีเหตุผลที่สังคมควรต้องตั้งคำถาม และสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบ
ในเชิงวารสารศาสตร์แล้วสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นองค์กรที่ศักดิ์สิทธ์  มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแลเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน ได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ดังกล่าว ถึงแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้เป็นสมาชิกโดยตรง แต่ก็นับเป็นภาระรับผิดชอบร่วมกับองค์กรสื่ออื่นๆ ที่จะต้องยืนยันหลักการการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดี ที่ต้องไม่ประพฤติ ปฏิบัติการใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเห็นว่า ประชาชนผู้บริโภคข่าวสารควรได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงโดยครบถ้วน และใช้วิจารณญาณในการเลือกรับสื่อบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็สมควรพิจารณาตัวเองเพื่อธำรงรักษาสถาบันสื่อทั้งระบบให้เป็นที่เชื่อมั่น และศรัทธาของประชาต่อไป

633749-img-1348196320-1

และแล้วจุดแตกหักของเขาก็มาถึงเมื่อ มีรายงานข่าวจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ยื่นจดหมายถึงนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเพื่อขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของสมาคมฯ

คำถามใหญ่ที่สื่อมวลชนหลายสำนักตั้งต่อคุณสรยุทธก็คือ คุณสมควรยุติการจัดรายการทั้งหมดลงชั่วคราวหรือไม่ การชี้มูลความผิดเป็นเหตุและปัจจัยเพียงพอให้คุณต้องพิจารณาตัวเองหรือไม่ คำตอบของคุณสรยุทธผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็คือ ไม่เพราะคดีนี้ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด นี่อาจนับเป็นการท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อพี่น้องวงการสื่อมวลชน ท้าทายนักนิเทศศาสตร์ในทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่พร่ำสอนเรื่องจริยธรรมสื่อมวลชนมาตลอดชีวิต เมื่อมาเจอกรณีที่แหลมคมเช่นนี้ คณาจารย์ทั้งหลายจะแสดงจุดยืนทางวิชาการอย่างไร จะเป็นการแสดงกันเงียบๆ ในห้องเรียนหรือว่านี่เป็นประเด็นสาธารณะที่คณาจารย์ควรแสดงภูมิปัญญาและความกล้าหาญทางจริยธรรมต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา
ในกรณีไร่ส้มจึงเป็นอีกความท้าทายต่อสื่อมวลชนด้วยกันเอง กับวัฒนธรรมแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน แต่เมื่อมาถึงกรณีไร่ส้มและคุณสรยุทธ สื่อมวลชนได้แสดงบทบาทแตกต่างกันไป
หากสื่อ ซึ่งมีอิทธิพลในการชักจูงความคิดประชาชนได้ประพฤติมิชอบ จะคิดและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อหน้าที่การงานได้อย่างไร ทั้งนี้องค์กรสื่อในปัจจุบันยังไม่มีความเข้มแข็งพอ อ่อนแอ เพราะไม่มีอำนาจทางกฎหมาย  ขณะที่ อาชีพแพทย์ ทนายความมีใบประกอบวิชาชีพ เมื่อทำผิดถูกถอนได้ ดังนั้น เมื่อสื่อทำเรื่องบิดเบือน สังคมและประเทศชาติเสียหาย กลับไม่มีบทบาทนี้ เพราะศักดิ์ศรีทางวิชาชีพเป็นเรื่องสำคัญ บทบาทหน้าที่สื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็เป็นครูไปโดยปริยาย โดยคนที่มีชื่อเสียงอย่าง นาย สรยุทธ ประชาชนจะรับฟังมาก ดังนั้นคนที่เป็นสื่อ ต้องมีหัวใจยกระดับ สิ่งที่ทำ ต้องเป็นสิ่งที่สูงส่ง ไม่ควรทำอะไรต่ำทราม รวมทั้งต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง พูดอะไรควรทำเช่นนั้น คำพูดจึงจะศักดิ์สิทธิ์ มีความหมาย หากวิพากษ์วิจารณ์ใครแล้วตนก็ต้องไม่ทำสิ่งนั้นด้วย

คุณประสงค์ เลิศรัตรวิสุทธิ์ นักข่าวระดับสูงของสำนักข่าวอิศราให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไว้ว่า
“กระบวนการยุติธรรมช้า แต่วิชาชีพคงรอไม่ได้ ความรับผิดชอบต้องเกิดขึ้นทันที จะด้วยวิธีใดก็ตาม เช่น หยุดแล้วพิสูจน์ตัวเอง แต่หากจะคอยกระบวนการทางกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของพลเมือง ที่สามารถแสดงความเห็น กดดันและถกเถียงให้เห็นว่าต้องมีการรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้น

“ในทางทฤษฎี สื่อจะต้องรับผิดชอบต่อสังคม คิดถึงผลลัพธ์เสมอว่าจะกระทบต่อสังคมอย่างไร ทั้งตัวข่าวและสิ่งที่แสดงออก เพราะจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้แก่สังคม หากรับผิดชอบต่อสังคมไมได้ ก็ควรจะออกไปจากตรงนี้เสีย เพราะคำว่ามืออาชีพ จะต้องมีจรรยาบรรณ ไม่ว่าจะอยู่ในสมาคมวิชาชีพหรือไม่”

ดังนั้น นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริต แต่ยังคงมีสถานะทางสังคมโดยไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จะสร้างค่านิยมแบบไหนให้กับประเทศไทยที่สังคมยอมรับการโกงว่าเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำ และยังได้ดิบได้ดีไม่ถูกลงโทษจากสังคมจึงไม่จำเป็นต้องมีความละอายต่อบาป หน้าที่ คือ การชี้นำสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าวันนี้นายสรยุทธ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่คนไทยให้การยอมรับอย่างมาก ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ก็เท่ากับกำลังบ่มเพาะความไม่ละอายต่อบาปให้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมนี้ จนเห็นการทำความผิดเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องที่ต้องประณาม เขาไม่เคยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้เรียกว่าเป็นสื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตัวเองและไม่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ประชาชนควรเปิดหูเปิดตาไม่ควรนิ่งเฉย สังคมไทยต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมา “ตั้งคำถาม” กับ“ช่อง ๓” ซึ่งเป็น องค์กรที่ควรมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและร่วมสร้างบรรทัดฐานให้แก่สังคมตามหลักหน้าที่สื่อมวลชน แต่ถ้าสังคม “ไม่มีสำนึก” ในเรื่องนี้ก่อน ไม่เรียกร้อง คนจำพวกนี้ก็ย่อมสถาปนาตัว หากินอยู่กับสังคมไร้สำนึกได้อย่างปลอดโปร่งโล่งใจ
หลังจากนั้น นาย สรยุทธ ได้โอดครวญว่าตนเองเป็นเหยื่อความขัดแย้งทางการเมือง นับว่าน่าเห็นใจ ในกรณีของคดีที่ถูกชี้มูลไป ไม่ใช่ความผิดของเขาทั้งหมด ซึ่งพูดแบบนี้เท่ากับว่าคุณหลอกประชาชนดังนั้น เขาไม่ใช่เหยื่อทางการเมืองหรอก สังคมต่างหาก ที่เป็นเหยื่อของเขา เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าสิบปี ข่าวสารที่ให้กับสังคมนั้น มันไม่ตรงไปตรงมา เจือปนด้วยความคิดเห็นสอดแทรก และทัศนคติ จะเห็นได้ว่าข่าวเลือกเอาเฉพาะแต่สิ่งที่ตัวเขาเชื่อ มากล่อมประชาชนให้หลงเชื่อหลงชอบในความคิดและตัวของเขา มีกลวิธีการเล่าข่าวให้น่าสนใจ สนุกสนานจนมองข้ามข้อเท็จจริง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสาระข่าวสารที่จำเป็น สร้างความสำคัญให้อีกฝ่ายที่ชอบ เช่น กรณี พรรคเพื่อไทย และลดความสำคัญของอีกฝ่ายที่เขาเกลียด เช่น กรณีการชุมนุม กปปส. ลองมองให้ดี ประชาชนต่างหากที่เป็นเหยื่อของความคิดเห็นทางการเมืองเอนเอียงอคติ และความไร้จริยธรรมในวิชาชีพ ใช้ความนิยมมาบิดเบือนข่าวสาร

ทุกวันนี้รายการเรื่องเล่า ของเขาอาจจะไม่ใช่รายการข่าวแล้ว ดูเหมือนจะเป็นรายการกึ่งวาไรตี้แต่มีลักษณะของการนำข่าวมาพูดถึง ซึ่งประชาชนจะต้องมีการแยกแยะตรงนี้ให้ได้ ปัจจุบันไม่ควรมองว่ามองว่ารายการเล่าข่าวเป็นรายการข่าวอยู่       โดย การเล่าข่าวที่แทรกเอาความเห็นของนักเล่าข่าวเข้าไปในเนื้อเดียวกันนั้น คนส่วนใหญ่จะแยกข้อเท็จจริงกับความเห็นออกได้ยาก และในการเล่าข่าวนายสรยุทธใช้เทคนิคในการเล่าข่าวในลักษณะใช้น้ำเสียงหรือเรื่องราวในการกระตุ้นความสนใจ ในน้ำเสียงจะมีการเน้นในเรื่องนั้นๆมีความน่าสนใจ นักเล่าข่าวกับสื่อมวลชนแตกต่างกัน โดยสื่อมวลชนมีหน้าที่บอกข้อเท็จจริงเท่านั้น ขณะที่นักเล่าข่าวจะใส่ความเห็นได้ ดังนั้นถ้ามีการแยกให้ชัดเจนในอนาคตก็จะเห็นว่าจรรยาบรรณนักเล่าข่าวกับสื่อจะแตกต่างกัน

798495-img-1408511421-2
และสุดท้ายจดหมายเปิดผนึก ของ สมจิตต์ นวเครือสุนทร นักข่าวสายการเมือง เขียนถามถึงความรับผิดชอบของนายสรยุทธที่ถูกสะท้อนออกมาอย่างตรงไปตรงมา

…ดิฉัน สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมือง (เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสังกัด) ในฐานะสื่อมวลชน แม้จะไม่เคยรู้จักคุณสรยุทธ เป็นการส่วนตัว แต่สิ่งที่ได้เห็นคุณสรยุทธ แสดงออกเสมอมาคือความรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชน ไม่ว่าวันนี้จะยังเป็นกรรมกรข่าวหรือเศรษฐีค้าข่าว แต่จิตวิญญาณแห่งวิชาชีพน่าจะยังคงอยู่ นอกจากว่าที่ผ่านมาสิ่งที่ทำทั้งหมดเป็นเพียงแค่การเสแสร้งสร้างภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าคุณสรยุทธ ย่อมมีความซื่อสัตย์ต่อประชาชนที่ศรัทธาและโอบอุ้มคุณสรยุทธ โดยไม่ควรแม้แต่จะคิดทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน

การที่คุณสรยุทธ ตอบโต้แถลงการณ์ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิก หลังจากถูกทวงถามด้านจริยธรรมกรณีถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่ายักยอกเงินค่าโฆษณาอสมท. ๑๓๘ ล้านบาท ด้วยการให้พิจารณาตัวเองจากการทำหน้าที่พิธีกรเล่าข่าวนั้น ถือเป็นการทำร้ายวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างเลือดเย็นยิ่ง เพราะเท่ากับว่า คุณสรยุทธ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างมากกำลังทำให้คนเข้าใจว่า คนวงการสื่อไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไร้ซึ่งจริยธรรมที่จะแสดงตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมไทย

ถามคุณสรยุทธง่าย ๆ ว่า นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริต จะตรวจสอบนักการเมืองที่ทุจริตได้อย่างไรนักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าทุจริต จะกล้าเรียกร้องให้นักการเมืองที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตแสดงสปิริตด้วยการหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือไม่นักเล่าข่าวที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริต แต่ยังคงมีสถานะทางสังคมโดยไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ใด ๆ จะสร้างค่านิยมแบบไหนให้กับประเทศชาติของเรา?

ค่านิยมที่สังคมยอมรับการโกงว่าเป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำ และยังได้ดิบได้ดีไม่ถูกลงโทษจากสังคมจึงไม่จำเป็นต้องมีความละอายต่อบาป เพราะทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไปอย่างนั้นหรือ? หน้าที่ของสื่อมวลชนส่วนหนึ่ง คือ การชี้นำสังคมให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าวันนี้คุณสรยุทธ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่คนไทยให้การยอมรับอย่างมาก ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน ก็เท่ากับกำลังบ่มเพาะความไม่ละอายต่อบาปให้เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมนี้ จนเห็นการทำความผิดเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เรื่องที่ต้องประนาม

แม้คดีนี้จะยังไม่มีบทสรุปในชั้นศาล แต่องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลแล้ว การแสดงออกให้เห็นว่า “จริยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย” จะทำให้คุณสรยุทธ “เป็นเรื่องเล่าระดับตำนานให้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนได้กล่าวขานถึงว่า เป็นสื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตัวเองและไม่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน”จดหมายเปิดผนึกจากนักข่าวตัวเล็ก ๆ อาจไม่มีความหมายอะไรเลยต่อการตัดสินใจของคุณสรยุทธ แต่ดิฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยหวังว่าจะจุดประกายเล็ก ๆ ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสื่อสารมวลชนได้ช่วยกันไตร่ตรองดูว่า เราจะไม่ทำอะไรเพื่อรักษาวิชาชีพที่เรารักเลยหรือ?

เราต่างรักในวิชาชีพสื่อสารมวลชนใช่ไหม?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s