“ภาษาไทย” ตั๋วของการยกระดับชีวิตเด็กต่างด้าว

เป็นที่รู้กันดีว่า ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดหมายที่ต้องการประกอบกับในความเป็นจริงคนต่างด้าวที่ไม่รู้ภาษาไทยมักจะตกเป็นเหยื่อของวงการอาชญากรรมที่มีให้เสพอยู่เสมอบนหน้าหนังสือพิมพ์
แต่นอกจากเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ใจกลางกรุงเทพมหานครเมืองหลวงอันศิวิไลของประเทศไทย เพียงหักเลี้ยวจากถนนอันวุ่นวายที่เต็มไปด้วยโครงการสิ่งปลูกสร้างอันทันสมัยเพียงไม่กี่เมตรยังมีพื้นที่ชุมชนเล็กๆอันทรุดโทรมมาจากความแออัดของการอยู่อาศัยแอบซุกตัวอยู่กันในมุมเงียบๆของเมืองหลวง มีเพียงสัญลักษณ์ตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองสดใสขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายกันเป็นเครื่องหมายเตือนใจคนได้ให้รู้ว่ายังมีพวกเขาอยู่ตรงนี้ในสังคม

10413400_10205336581272630_4928685758436540243_n

เมื่อเดินเข้ามาสุดทางเดินของชุมชนเเห่งนี้จะพบว่าเบื้องหน้ามีธงชาติไทยยืนตั้งตระหง่านเปรียบดังเป็นการต้อนรับเข้าสู่เขตโรงเรียนเด็กน้อยน่ารักหลายชีวิตนั่งคุยกันส่งสุรเสียงอันเจื้อยแจ้วด้วยภาษาที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ภายในตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองแสบตาที่ดัดแปลงเป็นห้องเรียนสำหรับลูกกรรมกรซึ่งเรียงรายไปด้วยเหล่าตัวอักษรภาษาไทย ไปจนถึงกระดานดำที่เปื้อนไปด้วยอักษรภาษาไทยที่มีภาษาเขมรกำกับ แต่ก็ยังแอบมีมุมที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นจากสนามเด็กเล่นที่สงวนไว้ให้เด็กได้ผ่อนคลายยามเครียดจากการเรียน
10376326_10205336581392633_5654682694525160099_n

แต่โรงเรียนสอนภาษาไทยนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีชายผู้เสียสละผู้นี้ ครูไพโรจน์ จันทะวงศ์ ครูข้างถนนเเห่งโครงการศูนย์เด็กก่อสร้าง ชายวัยกลางคนที่หน้าดุแต่ใจดีเหลือเกิน
ภาษาสร้างคน

ครูไพโรจน์เปิดเผยอย่างเป็นกันเองถึงเรื่องการศึกษาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชาที่คนต่างด้าวสนใจเสมอและครูเองก็ต้องการให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

ภาษามีความสำคัญไม่ว่าจะในประเทศไหน เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ ทำให้คนต่างด้าวและเด็กกลุ่มนี้ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยควรจะได้ภาษาไทยขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน กินข้าว ไปไหนมาไหน ในประเทศไทยตลาดแรงงานเปิดกว้างโดยเฉพาะในยุคและชาคมอาเซียนจะต้องมีแรงงานเข้ามาเพิ่มทำให้ภาษาไทยสำคัญในการสื่อสารและการแสดงความเข้าใจกันต่อไปในปีหน้าไทยจะมีนโยบายหาหน่วยงานที่ทำเพื่อพัฒนาคุณภาพแรงงานดังนั้นถ้ารู้ภาษาไทยก็จะเข้าไปเรียนรู้ตามระบบกับภาครัฐบาลได้เร็วทำให้ประเทศเราได้แรงงานที่มีคุณภาพ

“การได้รับการศึกษาต่อจะส่งผลให้เขาคิดที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตไปจนต่อยอดไปศึกษาต่อเมื่อไปอยู่สถานที่อื่น เทคนิคในการสอนภาไทยที่เข้าใจง่ายคือการใช้คำซ้ำคำง่ายๆที่ใช้กันในชีวิตประจำวันแต่ที่สำคัญคือคนเป็นครูต้องเอาใจใส่คอยตอบคำถามของเด็กๆการสอนก็ใช้แบบเรียนการท่องภาษาไทยแบบเจ้านกขุนทองหรือมานีมานะค่อยๆสอดแทรกภาษาไทยเข้าไปในภาษาถิ่นของเขา

ครูเล่าถึงสัญญาณที่รู้กันระหว่างเด็กกับครูเนื่องจากครูสอนทั้งวันตั้งแต่เช้ายันมืดจึงต้องมีการพักเป็นช่วงๆ หลังจากครูพักจนหายเหนื่อยแล้วครูก็จะเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้เป็นสัญญาณว่าครูพร้อมกลับมาสอนต่อแล้วนะหรือเรียกง่ายๆว่า“เปิดประตูก็รู้กัน”

10365855_10205336587272780_6005930583129789869_n

“เด็กพวกนี้ขยันนะมาเรียนแต่เช้ายังไม่ทันเจ็ดโมงก็วิ่งกรูกันมาเรียกครูแล้ว เขาตั้งใจเรียนเพราะบ้านเมืองเขาขาดโอกาส บ้านเมืองเขาโรงเรียนมีการสอนแค่วันละ 3 ชั่วโมงแต่เราสอนแบบ ตลาดนัด อยากเรียนอะไรก็บอกเราสอนได้ทั้งวันเช้ายันเย็น จนกว่าเด็กจะเบื่อแล้วเลิกไปเอง การสอนรอบค่ำก็มีพ่อแม่เด็กที่กลับจากทำงานก่อสร้างมานั่งเรียนภาษาไทย ส่วนเจ้าพวกเด็กไทยนี่แสบ มาเรียนแค่ตอนเช้าตกบ่ายก็หนีไปโดดน้ำคลองกันหมด เด็กพวกนี้เขาจะรู้ทันทีเลยว่าครูพร้อมสอนแล้วถ้าเปิดประตูห้องเรียนทิ้งไว้”

10609575_10205336584952722_1505406081467083278_n

เรือจ้างผู้ปิดทองหลังพระ

เดินทางสายจิตอาสามากว่า 20 ปี ในฐานะครูข้างถนน ครูไพโรจน์ลุยตะลอนบุกป่าฝ่าดงคอนกรีตทำตามความตั้งใจในการส่งมอบโอกาสในภาษาไทยให้กับคนต่างด้าวตามซอกหลืบที่ถูกลืมของเมืองกรุง สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ครูวัย 51 คนนี้ เพิ่มความกระหายที่จะรับใช้สังคมต่อไป
เริ่มต้นจากการทำงานให้เด็กๆตามแคมป์ก่อสร้างโดยการตระเวนขึ้นรถเมล์แบกเครื่องฉายหนังกับลำโพงไปยังแคมป์พักคนงานก่อสร้างต่างๆไปฉายหนังแล้วพากย์ภาษาไทยให้คนต่างด้าวดู นอกจากความเพลิดเพลินในการดูหนังดูการ์ตูนแล้วยังได้เรียนภาษาไทยจากการที่ได้สอดแทรกเข้าไปในบทพากย์หนัง

“ครูรู้สึกว่าภูมิใจในหน้าที่ครูมีการสอน มีอะไรครูสอนเด็กได้หมด วิชาการยันวิชาชีวิต ครูรักที่จะอยู่ตรงนี้เพราะเด็กต่างด้าวขยันตั้งใจเรียน สอนก็ฟังพูดกันง่าย ครูไม่ชอบยึดติดกับระบบโรงเรียนแบบไทยที่มีการเปลี่ยนหลักสูตรบ่อย มีข้อระเบียบเยอะบางครั้งเรื่องที่เด็กชอบเรียนแต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบก็ต้องยกเลิกไป บางทีโรงเรียนรัฐบาลอาจกำลังยัดเยียดสิ่งที่เด็กไม่อยากเรียน ยิ่งครูสมัยนี้เขาดูกันที่หน้าตาด้วยในการเข้าทำงาน หน้าแบบผมเนี่ยเขาบอกว่าหน้าโหดใจร้ายไปสอนเด็กไม่ได้หรอกเด็กไม่เคารพ ”
“ความสุขของครูคือการได้สอนหนังสือ เห็นความก้าวหน้าในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเขา แม้ว่าเด็กบางคนที่เคยฟูมฟักสั่งสอนไปโตขึ้นจะไม่ยกมือไหว้แต่ครูก็ดีใจที่ได้เห็นพวกเขาเติบโต ครูมีภูมิใจทุกครั้งเมื่อเด็กที่จากไปแล้วโทรกลับมาหาเล่าเรื่องชีวิตให้ฟังโดยเฉพาะคำว่าหนูกลับไปเรียนต่อแล้ว นี่คือความสุขที่สุดของครู”
หลังจากที่ค่ายพักแห่งนี้ย้ายไปแล้วครูก็คงกลับไปที่โครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเพื่อพัฒนารถความรู้เคลื่อนที่วางแผนกันไว้ว่าจะดัดแปลงรถยี่ห้อตงฟงรุ่นใหม่เป็นห้องสมุดย่อมๆมีโต๊ะทำกิจกรรมและมุมเรียนรู้ให้เด็กเพื่อขับไปตามยังค่ายพักแรงงานก่อสร้างต่างๆในกรุงเทพ ถึงแม้จะไม่มีรถเคลื่อนที่ ผมก็เดินลุยไปสอนได้ เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมเดินมาตลอดและมั่นใจแล้วว่าทางนี้มันดีที่สุดสำหรับผมแม้จะไม่มีใครรู้เลยก็ตามแต่ผมก็มีความสุขที่ได้ทำ
“แต่หลังจากดังแล้วนักข่าวตามสัมภาษณ์ทุกวันบางทีก็เริ่มทุกข์แล้ว” ครูพูดทิ้งท้ายไว้อย่างติดตลก

10404851_10205336591352882_8506700804574068733_n

ด้านน้องเบิ๊บ หนุ่มน้อยชาวกัมพูชา หนึ่งในลูกศิษย์ของครูไฟโรจน์อายุ13ปี เล่าถึงโรงเรียนและคุณครูด้วยสีหน้าที่มีความสุข
“ชอบเรียนภาษาไทยมาก เรียนสนุก หนูอยากเรียนเพื่อไปหางาน โตขึ้นไปอยากเป็นทหารป้องกันประเทศ
ครูสอนสนุกชอบให้ท่องอักษรภาษาไทยบ่อย บางวันครูก็สอนภาษาอังกฤษทำให้ผมพูดได้มากกว่า2ภาษาโดยเฉพาะภาษาไทย เพราะตอนกลับไปอยู่กับพ่อแม่ก็พูดเขมรอย่างเดียวไม่ได้พูดไทย
ชอบอยู่ที่นี่มีเพื่อนเยอะดี ครูก็ดีได้เรียนตั้งแต่7โมงเช้า ใจจริงอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่อยากย้าย ถึงจะย้ายก็อยากให้ครูย้ายตามไปสอนด้วย แต่ครูไม่ไป เมื่อไปจากที่นี่แล้วก็คงคิดถึงครู อยากขอบคุณครูที่สอนหนังสือทำให้รู้ภาษาไทย”

น้องงา อีกหนึ่งสาวน้อยชาวกัมพูชา อายุ16ปี ที่เรียนกับครูไพโรจน์ในแคมป์คนงานแห่งนี้

กล่าวถึงครูของเธอด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใส
“อยากรู้ภาษาไทยมาตลอด ภาษาไทยทำให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ช่วยตัวเองได้เดินทางไปข้างนอก
หนูชอบเรียนทุกวิชา อยากเรียนเยอะๆ ดีใจที่มีครูใจดีเสียสละเวลามาสอนเด็กๆอย่างพวกเรา”

โดยปัจจุบัน แคมป์ก่อสร้างแห่งนี้ มีแรงงานทั้งหมดประมาณ 400 คน ในจำนวนนั้นมีเด็กอายุตั้งแต่ 3 -17 ปี รวมทั้งหมด 50 คน ประกอบด้วยชาวกัมพูชา พม่า และไทย

เสียงจากผู้ปกครอง

เมื่อมองออกไปบริเวณภายนอกห้องเรียนที่มีลมร้อนของเวลาบ่ายลอยเข้ามาเอื่อยๆก็พบประชากรวัยผู้ใหญ่ที่อาศัยกันอยู่ในชุมชนตอนเวลากลางวันเพียงไม่กี่ชีวิตเนื่องจากแรงงานออกไปทำงานกันหมด

พี่ วัน เบือน  สาววัยกลางคนอาชีพแรงงานก่อสร้าง ชาวกัมพูชา อายุ 31ปี

เป็นอีกคนที่ส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนในแคมป์กับครูไพโรจน์ เล่าถึงความจำเป็นของภาษาไทยและคุณครูของเด็กน้อยเหล่านี้ด้วยความเคารพพร้อมทั้งถือโอกาสขอบคุณครูที่เข้ามาจุดประกายความรู้ให้กับเด็กที่นี่ในห้วงเวลาสั้นๆที่จะเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆแม้ต้องจากกันไปในที่สุด

“รู้สึกดีใจที่มีคนดูแลเด็กๆ อย่างตัวเองก็ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เด็กได้เรียน ภาษาไทยจำเป็นมากที่นี่เป็นเรื่องที่ต้องรู้เมื่อเข้ามาใช้ชีวิต การทำงานก็ต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน ถ้าเถ้าแก่สั่งงานอะไรไปแล้วฟังไม่รู้เรื่องไปทำงานผิดเราก็โดนด่าเพราะสั่งงานไม่รู้เรื่อง จะออกไปไหนก็ลำบากคุยกับเขาไม่ได้ ดีใจที่มีโรงเรียนให้เด็กได้เรียนภาษาไทยได้รู้ตั้งแต่เล็ก3ปีก็น่าจะพูดได้แล้ว”

“บางวันลูกฉันก็เดินร้องเพลงไทยกลับห้อง นอนท่องก.ไก่ถึงฮ.นกฮูกในห้อง ดีที่ครูสอนภาษาแล้วครูก็ยังสอนการใช้ชีวิตด้วย ช่วงแรกที่เข้ามาไทยยังฟังภาษาไม่ได้มากก็เคยถูกหลอกไปทำงานแล้วโกงค่าแรงงานก่อสร้างทำให้เขาไปตั้ง3เดือน ตอนนั้นท้อใจมาก เงินติดตัวไม่มีลูกก็ยังเล็ก ทำให้อยากรู้ภาษาไทยมากขึ้น”
“อยากให้ลูกพูดภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเก่งๆอยากให้มันเรียนต่อสูงๆอยากเห็นมันได้เป็นครูมาสอนพวกเด็กๆสักครั้งไม่อยากย้ายจากที่นี่ไป อยากให้ลูกอยู่ที่นี่เรียนที่นี่ต่อเลย ย้ายไปที่ใหม่ไม่รู้จะมีครูมาสอนเด็กหรือเปล่า ถ้าไม่มีโรงเรียนเด็กๆก็วิ่งเล่นกันไปวันๆ อยากกล่าวขอบคุณครูที่เมตตาทุกคน อบรมลูกเราเห็นครูมีความสุข ลูกก็มีความสุข อยู่กับครูปลอดภัยไม่มีใครมาทำร้ายลูก “
ส่วนด้านผู้ปกครองแคมป์ที่พักก่อสร้างอย่าง นาย ประกาสิทธิ เสรีเชตะพงศ์ หัวหน้าแคมป์ที่พักคนงานก่อสร้าง บริษัท ที.ที.เอส เอ็นจิเนียริ่ง 2004 จำกัด ชาวไทย อายุ 32 ปี

“ส่วนเรื่องภาษาไทยก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิตแรงงานต่างด้าวเพราะต้องใช้สั่งงานกันให้เข้าใจ พวกที่มาใหม่ๆยังพูดไม่ค่อยได้ก็จะใช้ภาษามือเอา วัยรุ่นมักจะเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วคนแก่ๆอายุเกิน50ปีจะเข้าใจได้ช้าลง ส่วนคนที่มาอยู่นานแล้วแต่ยังพูดภาษาไทยไมได้เลยก็มักจะตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างที่นี่ก็มีคือจะอยู่แต่ในห้องไม่ออกมาคุยกับใครเลย ไม่ให้ลูกไปโรงเรียนไม่ให้ลูกไปเล่นกับใครเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง คิดว่าน่าจะมาจากความคิดของเขากลัวว่าคนไทยดูถูกหรือถูกคนหลอกเพราะไม่รู้ภาษาไทย ที่เคยเห็นมาพูดภาษาไทยไมได้ไปไหนก็ลำบาก หลงทางถามทางไมได้ จะกินอะไรก็อ่านไม่รู้เรื่อง”

พร้อมทั้งยังยืนยันอนคตของเด็กเหล่านี้ว่าจะมีงานรองรับที่แน่นอนเนื่องจากอาชีพสายก่อสร้างนั้นครอบคลุมในหลายสาขาของตัวงาน

“โรงเรียนที่นี่ก็ทำให้เด็กพูดได้เร็ว มีครูเข้ามาดูแลเด็กๆไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้เด็กไม่เบื่อไม่วิ่งซนจนเกิดความวุ่นวายกันภายในแคมป์นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ  หวังว่าพวกเขาจะได้มีอนาคตที่ดีแต่เด็กส่วนใหญ่ลูกแรงงานโตไปอายุได้18ปีทำงานตามกฎหมายได้ก็จะไปทำงานก่อสร้างเหมือนพ่อแม่ เพราะงานก่อสร้างมันคลอบคลุมในทุกด้าน งานฉาบ งานไม้ งานก่อ งานตอก มีอีกหลายอย่างมากๆที่สามารถรองรับจำนวนแรงงานที่จะเข้าไปทำงานในอนาคตได้”
ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย

ครูจิ๋ว ทองพูล บัวศรี

หนึ่งในสามครูที่เป็นแม่งานของโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างกล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยโดยให้ความสำคัญกับการสอนในระบบทวิภาษาโดยมองว่าภาษาถิ่นกำเนิดของคนต่างด้าวก็คือภาษาไทยเพื่อปรับทัศคติให้เรียนรู้ภาษาอื่นนอกจากภาษาแม่บนการศึกษาภาษาใหม่โดยไม่หลงลืมรากเหง้าตนเอง

”ตัวครูผู้สอนที่ลงไปในพื้นที่เองต้องรู้ภาษาที่สามเพื่อสื่อสารกับเด็ก ต้องยอมรับว่าภาษาถิ่นก็ภาษาไทย ภาษาถิ่นในที่นี่คือถิ่นกำเนิดของบ้านเขาควรเป็นเรื่องที่ศึกษาควบคู่กับภาษาไทยโดยเฉพาะในยุคของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การสอนแบบทวิภาษาจะช่วยให้เขาเข้าใจภาษาไทยได้เร็วขึ้นมีการเล่นเกมส์ภาษาไทยควบคู่ภาษากัมพูชา มีการเปิดภาพภาษาไปจนถึงนับเลขเป็นภาษาพม่าไทยกัมพูชาและอังกฤษ ต้องสอนภาษาใหม่โดยไม่ให้ลืมภาษาถิ่น เพราะภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินในอนาคต ในอาเซียนเขาจะคงความได้เปรียบมากเรื่องภาษา ไม่เหมือนกับเด็กไทย”
“ครูให้ความสำคัญกับภาษาไทยมากต้องการให้เขาเรียนจนรู้ภาษาใครมีแววพอเรียนต่อได้โครงการจะมีทุนให้ส่งเรียนต่อตามนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานที่โรงเรียนวัดหลักสี่ เด็กต่างด้าวส่วนมากจะตั้งใจเรียนกว่าเด็กไทย”

1393649_10205336585112726_5153092373479581029_n

เดินหน้าประเทศไทย มีแต่ได้กับได้

การเดินหน้าเข้าสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้าของประเทศไทยแรงงานต่างด้าวเปรียบดั่งฟันเฟืองสำคัญในการเดินระบบประเทศสู่ภาพรวมที่ดีทั้งค่าจีดีพีและการลงทุนจากต่างชาติ

“เราต้องการแรงงานอย่างพวกเขามาพัฒนาประเทศนะ งานชั้นล่างอย่าง งานแบกหาม งานก่อสร้าง งานค้าขายส่วนใหญ่คนไทยจะไม่ทำกันเราต้องพึ่งพาให้คนเหล่านี้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศแน่นอน ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้กับได้เขาซื้อน้ำ1ขวดก็เสียภาษีเท่ากับคนไทยต้องกินต้องใช้ของเราเงินเหล่านี้จะหมุนกลับเข้าประเทศไทย”

“ส่วนคนที่โครงการดูแลจากลูกคนงานก่อสร้างจนประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีหลายคนที่เรียนจนจบปริญญาตรี ทำงานทีัดี บางคนจบปริญญาโทเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้มิได้ด้อยไปกว่าคนที่มีโอกาสเลย แค่เราต้องขอที่ยืนในสังคมให้กับพวกเขา หากเขามีจุดเริ่มต้นในสังคมแล้วเขาก็สามารถไปได้ตลอดรอดฝั่ง”
และสุดท้ายสถานที่แห่งนี้มิใช่เพียงโรง เรียนใจกลางค่ายพักแรงงานก่อสร้างที่ให้การศึกษาสำหรับลูกกรรมกรเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มอบโอกาสทางการเรียนภาษาไทยเพื่อเป็นดั่งตั๋วในการยกระดับชีวิตให้ไม่ต้องจมปลักอยู่กับเเค่คำว่า”กรรมกร” นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่สร้างบทเรียนและความทรงจำอันมีค่าให้กับอาสาสมัครที่แวะเวียนผ่านมาใช้ชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ให้ตระหนักถึงปัญหาความยากจน ชีวิตอันยากลำบากและความด้อยโอกาสของเด็กต่างด้าว ในพื้นที่ที่ใกล้ตัวคนเมืองมากเกินไปจนไม่มีใครมองเห็นเลย

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช1601223_10205336581672640_7532103352722456427_n

10262228_10205345169247324_2969828339509559412_n

10407150_10205345171247374_3266209245923200777_n

10386367_10205336591392883_395170818776961227_n

เรื่อง  ทศพล หงษ์ทอง   ///  ภาพ อธิลักษณ์ ควรหาเวช

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s