ราชาเสต็มเซลล์อาเซียน

” เพราะชีวิตมีค่าเสมอ” เป็นวลีสั้นๆที่เต็มไปด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่ของการมีชีวิต เชื่อได้ว่ามนุษย์ทุกคนยอมจ่ายโดยไม่เกี่ยงราคาหากมันนำมาซึ่งการรักษาหรือต่อชีวิต โดยเฉพาะกับคนในครอบครัวของชาวอาเซียนที่มีหัวจิตหัวใจละเอียดอ่อนกว่าชนชาติใดๆในโลก ต้องให้เครดิตวิทยาการทางการแพทย์ที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริงจนกลายเป็นหนึ่งในกิจการที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียนภายใต้แนวคิดธุรกิจ “ธนาคารเสต็มเซลล์

1.jpg

Cordlife เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการเก็บรักษาสเต็มเซลล์ที่อยู่ในเลือดของสายสะดือของทารกหลังคลอด เพื่อเก็บไว้นำไปใช้รักษาคนในครอบครัว โดยเฉพาะโรคทางพันธุกรรมอย่างเช่น ธาลัสซีเมีย โรคฮีโมฟีเลีย โรคลูคีเมียและโรคมะเร็งของเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ยังทำธุรกิจขสินค้าและบริการสาธารณะสุขสำหรับแม่และเด็กอีกด้วย อย่างไรก็ตามด้วยวิทยาการอันล้ำสมัยทางการแพทย์ที่เข้ามาทำตลาดในภูมิภาคที่่เต็มไปด้วยประเทศโลกที่สามอย่างอาเซียน ทำให้ เจเรมี่ ยี (Jeremy Yee) แทบจะเป็นผู้เล่นเพียงรายเดียวในอาเซียนซึ่งสามารถขยายอาณาจักรของเขาได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ Cordlife ครองตลาดในบ้านเกิดอย่างสิงคโปร์ได้ 70% จึงเริ่มรุกตลาดอาเซียนด้วยการเข้าไปยึดหัวหาดตลาดในมาเลเซียได้มากถึง 65% ตามมาด้วยดารขยายตลาดในประเทศฟิลิปปินส์ จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้เล่นรายเดียวในประเทศที่มีประชากรเกือบครึ่งนึงของอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ชาวอิเหนาน่าจะให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่พวกเขาในการเล่นกับตลาดที่อุดมไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ จนกลายเป็นที่มาของการขยายธุรกิจล่าสุดที่พุ่งเป้าหมายไปยังประเทศอินเดียและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งแผนของการขยายตลาดอันน่าทึ่งนี้ต้องยกเครดิตให้หัวเรือใหญ่อย่าง เจเรมี่ ยี เพราะเขาสามารถครองส่วนแบ่งตลาดอินเดียได้มากถึง 39% ตั้งสาขาเข้าใน 42 เมือง จนทำให้ผลประกอบการของปีที่แล้วในอินเดียขยายตัวถึง 94%

ส่วนสาธารณะรัฐประชาชนจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุข เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกลุ่มแม่และเด็กที่จะเติบโตได้มากถึง 3.5แสนล้านบาทในปี2020 ทำให้ Cordlife ยังมีเวลากระชับพื้นที่ตลาดแม่และเด็กได้ไม่ยาก ขณะเดียวกันอัตราการเก็บสเต็มเซลล์ของประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ด้วยผลประกอบการของปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำให้เห็นการเติบโตของบริษัทภายใต้นายใหญ่อย่างเจเรมี่ จากการขยายตัวของมูลค่ารวมกว่า 17.3% รายได้ขยายตัวอีก 28.8% มาพร้อมกับกำไรหลังจากหักภาษีอีก 7.3% ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หาก Cordlife ไม่มีลูกค้า 1แสนคนและพนักงานอีก 700 คน ทั่วเอเซียอยู่ในกำมือ

3

อย่างไรก็ตาม เจเรมี่ ยี ไม่ลืมที่จะส่งเสริมผู้เล่นหน้าใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อาณาจักรของเขาด้วยการร่วมขยายตลาดสินค้าและบริการสาธารณะสุขในประเทศจนสามารถสร้างมูลค่าให้กับเอสเอ็มอีได้มากถึง 9.5หมื่นล้านบาท สามารถกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมจนสิงคโปร์ถูกยกให้เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณะสุขดีที่สุดในโลก ในทางกลับกันเขายังใช้กลยุทธ์สร้างความเข้มเเข็งจากภายในด้วยการทุ่มเงินลงทุนพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานของเขาจะสามารถรับส่งข้อมูลและเชื่อมต่อลูกค้าได้ครอบคลุมทั้งทวีปเอเซีย ทั้งยังสามารถพัฒนาเสต็มเซลล์ให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย

“การเก็บเสต็มเซลล์ก็เหมือนกับการทำประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสียให้กับคนในครอบครัว ในสิงคโปร์บริการเก็บสเต็มเซลล์บนระยะเวลา 21 ปี มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1.55แสนบาท ทว่าโอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว” นายเจเรมี่กล่าว

สุดท้ายต้องบอกเลยว่าความสำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Cordlife เริ่มต้นจากสตาร์ทอัพตัวเล็กๆเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จากไอเดียง่ายๆจากบริการธนาคารเลือดสำหรับเด็ก  ทว่าความทะเยอทะยานของเจเรมี่มีมากกว่านั้น หลังจากที่พบว่าชาวเอเซียชอบลงทุนเพื่อลูก ทำให้เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินเข้าหาลูกค้าคุณแม่กระเป๋าหนักเพื่อเสนอไอเดียเสต็มเซลล์ จนเขาสามารถเบนความสนใจให้ประชากรกว่า 22% ในประเทศหันมาใช้บริการเสต็มเซลล์ เชื่อได้ว่าว่าเรื่องนี้คงให้แรงบันดาลใจที่ดีสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นกิจการเพราะความสำเร็จอาจคล้ายการเก็บรักษาเสต็มเซลล์ตรงที่ “โอกาสของคุณมีเพียงครั้งเดียว”

 

Cordlife2

 

(pic : forbes.com)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s